ฤดูกาล 2025 ในศึกฟอร์มูล่าวัน ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะปีทองของทีมแมคลาเรนอย่างแท้จริง หลังจากที่ทีมมะละกอผงาดคว้าแชมป์โลกได้ทั้งประเภททีมผู้ผลิตและประเภทนักขับ ปิดฉากฤดูกาลนี้ ในฐานะหนึ่งในฤดูกาลที่ดีที่สุดฤดูกาลหนึ่งของทีมในยุคโมเดิร์น ด้วยผลงานอันเหนือชั้นตลอดทั้งปี
ในประเภททีมผู้ผลิต แมคลาเรนทำคะแนนรวมได้สูงถึง 833 คะแนน ทิ้งห่างเมอร์ซีเดสที่ตามมาเป็นอันดับสองซึ่งมีเพียง 469 คะแนนแบบขาดลอย แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในฐานะทีมผู้ผลิต และการบริการจัดการทีมงานอย่างชัดเจน
ขณะที่ในประเภทนักขับ การลุ้นแชมป์เข้มข้นจนถึงสนามสุดท้าย ก่อนที่แลนโด นอร์ริส นักขับชาวอังกฤษ จะคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในอาชีพไปครอง ด้วยคะแนนรวม 423 คะแนน เฉือนชนะ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน แชมป์เก่าจากเรดบูลล์ ไปเพียง 2 คะแนนเท่านั้น
ฤดูกาล 2025 ยังมีความหมายพิเศษในฐานะฤดูกาลที่ 75 ของฟอร์มูล่าวัน โดยก่อนเปิดฉากการแข่งขัน มีการเปลี่ยนแปลงนักขับครั้งใหญ่หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะการย้ายทีมครั้งประวัติศาสตร์ของลูอิส แฮมิลตัน ที่อำลาเมอร์ซีเดสหลังร่วมงานกันยาวนานถึง 12 ฤดูกาล เพื่อไปสวมชุดสีแดงของเฟอร์รารี
ขณะที่ทีมเมอร์ซีเดสเลือกดันดาวรุ่งอย่าง คิมี อันโตเนลลี ขึ้นมาจากฟอร์มูลาทู ส่วนคาร์ลอส ไซนซ์ จูเนียร์ ก็อำลาเฟอร์รารีหลังอยู่กับทีม 4 ฤดูกาล ไปเซ็นสัญญาระยะยาวกับวิลเลียมส์ นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงนักขับอีกหลายตำแหน่งในทีมระดับกลางและทีมเล็ก เช่น เรซซิ่งบูลล์ อัลพีน ฮาส และคิกเซาเบอร์
การแข่งขันในฤดูกาลที่ 75 ของ F1 เปิดฤดูกาลที่ออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์ และเป็นแลนโด นอร์ริส ที่ออกสตาร์ทจากตำแหน่งโพลคว้าชัยชนะไปครอง นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของแมคลาเรนในสนามแห่งนี้นับตั้งแต่ปี 2012 พร้อมกับส่งให้นอร์ริสขึ้นนำตารางคะแนนสะสม และยุติสถิติการเป็นผู้นำคะแนนต่อเนื่องของเวอร์สแตพเพนที่ยาวนานมาตั้งแต่ปี 2022
ที่ไชนีสกรังด์ปรีซ์ ลูอิส แฮมิลตัน คว้าชัยชนะครั้งแรกกับเฟอร์รารีในรอบสปรินต์ ก่อนที่ออสการ์ ปิอัสทรี จะคว้าชัยชนะครั้งแรกในอาชีพในรอบเมนเรซ ส่งผลให้แมคลาเรนจบอันดับ 1 และ 2 เป็นครั้งที่ 50 ของทีม แม้เรซนี้จะมีดราม่าจากการตัดสิทธิ์ของ ชาร์ลส์ เลอแคร์, ปิแอร์ แกสลี และแฮมิลตัน จากปัญหาน้ำหนักรถและแผ่นใต้ท้องรถก็ตาม
เจแปนนีสกรังด์ปรีซ์ เป็นอีกหนึ่งสนามที่น่าจดจำ เมื่อเรดบูลล์ตัดสินใจสลับตัวนักขับให้ยูกิ สึโนดะ ขึ้นมาแทนที่เลียม ลอว์สัน ขณะที่ในเรซ เวอร์สแตพเพนยังคงแกร่งคว้าชัยชนะเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันในสนามนี้ ส่วนอันโตเนลลีก็สร้างสถิติเป็นนักขับอายุน้อยที่สุดที่สามารถขึ้นนำการแข่งขันและทำรอบที่เร็วที่สุดได้
ชัยชนะเริ่มกระจายไปยังนักขับแมคลาเรนทั้งสองคนอย่างต่อเนื่อง ปิอัสทรีคว้าชัยที่บาห์เรนและซาอุดีอาระเบีย โดยหลังจบเรซที่สนามเจดดาห์ เซอร์กิต เขายังขึ้นเป็นผู้นำตารางคะแนนสะสมครั้งแรกในอาชีพ และกลายเป็นนักขับชาวออสเตรเลียคนแรกต่อจากมาร์ก เว็บเบอร์ ในปี 2010 ที่นำคะแนนรวมฟอร์มูล่าวันได้
ส่วนที่ไมอามี อันโตเนลลีสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการเป็นนักขับอายุน้อยที่สุดที่คว้าโพลในรอบสปรินต์ ขณะที่เรซหลักจบลงด้วยอันดับ 1-2 ของปิอัสทรีและนอร์ริส และเป็นเรซสุดท้ายของแจ็ค ดูฮาน กับอัลพีน ก่อนที่ฟรังโก โคลาปินโต้จะเข้ามาแทนที่
ช่วงกลางฤดูกาล การแข่งขันยังคงเข้มข้น เวอร์สแตพเพนคว้าชัยที่เอมีเลีย-โรมัญญา ขณะที่โมนาโกกรังด์ปรีซ์ ซึ่งเริ่มใช้กฎบังคับเปลี่ยนยางอย่างน้อยสองครั้ง นอร์ริสคว้าชัยจากตำแหน่งโพลด้วยเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สนาม แม้กฎใหม่นี้จะถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักขับหลายคนก็ตาม
แมคลาเรนกลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้งที่สเปน เบลเยียม และฮังการี โดยชัยชนะที่ฮังการีของนอร์ริสถือเป็นชัยชนะสนามที่ 200 ของทีมในฟอร์มูล่าวัน
ขณะที่ปิอัสทรีก็สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ดัตช์กรังด์ปรีซ์ ด้วยการทำแกรนด์สแลมครั้งแรกในอาชีพ ด้านเหตุการณ์นอกสนามที่สำคัญคือการปลดคริสเตียน ฮอร์เนอร์ ออกจากตำแหน่งหัวหน้าทีมเรดบูลล์ หลังจบการแข่งขันบริติชกรังด์ปรีซ์ และแต่งตั้งลอว์เรนซ์ เมกี้ส์ เข้ามารับหน้าที่แทน
โค้งสุดท้ายของฤดูกาลเต็มไปด้วยดราม่า โดยเฉพาะที่มอนซ่า เมื่อแมคลาเรนสั่งให้ปิอัสทรีสละอันดับเพื่อช่วยนอร์ริสลุ้นแชมป์โลก ต่อด้วยลาสเวกัสกรังด์ปรีซ์ที่ทั้งนอร์ริสและปิอัสทรีถูกตัดสิทธิ์จากปัญหาแผ่นใต้ท้องรถ ทำให้ช่องว่างคะแนนหดแคบลงอย่างมาก ก่อนที่ทุกอย่างจะตัดสินกันที่อาบูดาบี แม้เวอร์สแตพเพนจะคว้าชัยในสนามสุดท้าย แต่การจบอันดับ 3 ของนอร์ริสก็เพียงพอให้เขาคว้าแชมป์โลกไปครองอย่างยิ่งใหญ่
นอกเหนือจากความสำเร็จของแมคลาเรน ฤดูกาลนี้ยังเป็นปีที่น่าภาคภูมิใจของแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย เมื่ออเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับวิลเลียมส์ จบอันดับ 8 ในตารางคะแนนสะสมด้วย 73 คะแนน
และหลังจบฤดูกาลยังมีข่าวดีเพิ่มเติม เมื่อ ‘เติ้น’ ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ ได้เลื่อนขึ้นสู่ฟอร์มูลาทู กับทีม ART Grand Prix
ขณะที่ในศึกฟอร์มูลาทรี ‘เจม’ นันทวุฒิ ภิรมย์ภักดี ก็ได้โอกาสลงแข่งขันกับทีม DAMS Lucas Oil ส่งผลให้ปี 2026 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีนักขับชาวไทยแข่งขันในศึกฟอร์มูล่าชิงแชมป์โลกครบทั้งสามรุ่น และทำให้ฤดูกาลถัดไปกลายเป็นปีที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับแฟน F1 และแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยทั่วประเทศ
นอกจากนี่ ในฤดูกาลหน้า ไม่ได้มีแค่นักขับชาวไทยเท่านั้น ที่มีไฮไลท์เกี่ยวเป็นพาดหัวสำคัญของการแข่งขัน นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงกฎครั้งใหญ่ ในศึก F1
โดยการเปลี่ยนแปลงกติกา Formula 1 ฤดูกาล 2026 นับเป็นการยกเครื่องแนวคิดของรถแข่งครั้งสำคัญ โดย FIA ตั้งใจพารถแข่งกลับไปสู่คอนเซปต์ที่ ‘เล็ก เบา และว่องไว’ มากขึ้น เพื่อลดความซับซ้อนด้านอากาศพลศาสตร์ และทำให้การแข่งขันใกล้ชิดกันกว่าเดิม
ตัวรถถูกลดขนาดลงอย่างชัดเจน น้ำหนักขั้นต่ำลดจาก 800 กิโลกรัม เหลือ 768 กิโลกรัม ฐานล้อสั้นลง 20 เซนติเมตร ขณะที่ความกว้างของตัวรถลดลง 10 เซนติเมตร และความกว้างพื้นรถลดลงอีก 15 เซนติเมตร ส่งผลให้รถมีความคล่องตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเข้าโค้งและเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว
ระบบยางก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับแนวคิดใหม่ ยางหน้าถูกลดความกว้างลง 2.5 เซนติเมตร และยางหลังแคบลง 3 เซนติเมตร ช่วยลดแรงต้านและทำให้การตอบสนองของรถเฉียบคมขึ้น
ด้านอากาศพลศาสตร์เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ แรงกดโดยรวมของรถถูกลดลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แรงต้านอากาศลดลงมากถึง 55 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดผลกระทบของ Dirty air ที่รบกวนรถคันหลัง โดยยังมีการยกเลิกการใช้ Beam Wing และออกแบบเอ็นด์เพลตของปีกหน้าให้เรียบง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มบอร์ดดักกระแสอากาศจากล้อ เพื่อสร้างทิศทางออากาศให้ม้วนลมเข้าด้านใน
รถแข่ง F1 2026 ยังมาพร้อมระบบแอคทีฟแอโรที่มีสองโหมดการทำงาน โหมดทางตรงจะเปิดปีกหน้าและปีกหลัง เพื่อลดแรงต้านอากาศและเพิ่มความเร็วปลาย ส่วนโหมดทางโค้งจะปิดปีกเพื่อเพิ่มแรงกด ช่วยให้รถยึดเกาะแทร็กได้ดีขึ้นขณะเข้าโค้ง
อีกหนึ่งไฮไลท์ คือระบบ DRS ถูกแทนที่ด้วย Overtake Mode ซึ่งมีหลักการใกล้เคียงกัน โดยจะสามารถใช้งานได้เมื่อรถอยู่ในระยะไม่เกิน 1 วินาทีจากคันหน้า ระบบจะปล่อยพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อช่วยให้การแซงทำได้ง่ายและดุดันขึ้น
ในด้านโครงสร้างปีก ปีกหน้าถูกลดความกว้างลงอีก 10 เซนติเมตร และใช้โครงสร้างแบบ 3 ชิ้น เช่นเดียวกับปีกหลังที่กำหนดให้เป็น 3 ชิ้นเช่นกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงทิศทางใหม่ของ Formula 1 ที่มุ่งเน้นรถแข่งที่ขับสนุก คล่องตัว ลดอิทธิพลของแอโรที่ซับซ้อน และเปิดโอกาสให้การดวลกันในสนามกลับมาดุเดือดมากยิ่งขึ้นในยุค 2026
นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างทีมและซัพพลายเออร์เครื่องยนต์ครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของกริดการแข่งขัน
ไล่ตั้งแต่การที่ ออดี (Audi) เตรียมก้าวเข้าสู่ F1 อย่างเต็มตัวในฐานะทีมโรงงาน โดยเข้ามารับช่วงต่อจากเซาเบอร์ พร้อมพัฒนาเครื่องยนต์ของตนเอง
ขณะที่คาดิลแลค (Cadillac) ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะทีมใหม่ ทำให้กริดขยายเป็น 11 ทีม นับเป็นการเพิ่มสีสันและมิติการแข่งขันในยุคกติกาใหม่
ฝั่งผู้ผลิตเครื่องยนต์ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญเช่นกัน ฟอร์ด (Ford) กลับคืนสู่ Formula 1 อีกครั้ง ด้วยการเป็นพันธมิตรด้านพลังงานให้กับ Red Bull Powertrains สนับสนุนโปรเจกต์เครื่องยนต์ของเรดบูลล์ในยุค 2026
ขณะที่ฮอนด้า (Honda) เลือกกลับมาในบทบาทซัพพลายเออร์อิสระ และจับมือกับแอสตัน มาร์ติน อย่างเป็นทางการ ทำให้แผนผังผู้ผลิตเครื่องยนต์ของ F1 เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านนักขับก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ไอแซ็ก ฮัดจาร์ ได้รับโอกาสขยับขึ้นสู่ทีมเรดบูลล์ ขณะที่ดาวรุ่งอีกคนอย่าง อาร์วิด ลินด์บลัด ก้าวขึ้นสู่ เรดซิ่งบูลล์ ในฐานะรุกกี้เต็มตัว ส่วนทีมใหม่อย่างคาดิลแลค เลือกผสมผสานประสบการณ์กับความสดใหม่ ด้วยการดึงสองนักขับมากประสบการณ์อย่าง เซร์คิโอ เปเรซ และ วัลต์เตรี บ็อตตาส เข้ามาเป็นแกนหลักของทีม
ทั้งหมดนี้ทำให้ F1 ฤดูกาล 2026 ไม่ได้เป็นเพียงยุคของกติกาและเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการรีเซ็ตอำนาจของทีม ผู้ผลิตเครื่องยนต์ และโครงสร้างนักขับ ซึ่งอาจเปลี่ยนภาพการแข่งขันของ Formula 1 ไปอีกหลายปีข้างหน้า
นั่นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก สำหรับแฟนๆ ที่ชื่นชอบ จะเฝ้ารอ และรับชมการแข่งขัน ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอย่างแน่นอน


