ชาวอเมริกันเจอภาวะ ‘รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ’ จำใจปรับลดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าอาหาร บริการเรียกรถ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
จากผลสำรวจของ J.D. Power ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 4,000 คน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคกว่า 65% รู้สึกว่าราคาสินค้าและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของตนเองอย่างมาก
สอดคล้องกับข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ดังกล่าว โดยอัตราเงินเฟ้อรายปีปรับเพิ่มจาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็น 3.3% ในเดือนมีนาคม ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 21.2% ในเดือนเดียว และมีสัดส่วนเกือบสามในสี่ของการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อทั้งหมด
แม้เงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้าจะมีแนวโน้มชะลอลง แต่ยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และไม่เคยลดต่ำกว่าระดับดังกล่าวนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยในภาพรวม ราคาสินค้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นแล้วราว 16% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน การเติบโตของรายได้ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเมื่อหักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว ในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าจ้างรายชั่วโมงที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1.4% สะท้อนว่ากำลังซื้อของแรงงานส่วนใหญ่แทบไม่ปรับตัวขึ้นเลย
ขณะที่ผลสำรวจของ CNBC ร่วมกับ SurveyMonkey ในเดือนเมษายน พบว่า ชาวอเมริกัน 56% ตึงตัวทางการเงินมากขึ้น และหลายๆ ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารนอกบ้านหรือการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อควบคุมงบประมาณ
เกรกอรี เกวนเธอร์ นักวางแผนการเงินในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่า แม้แต่กลุ่มผู้มีรายได้สูงก็เริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่า ปัญหาไม่ใช่รายได้ลดลง แต่เป็นเงินที่มีอยู่ใช้ได้ไม่นานเหมือนเดิม พร้อมเตือนว่าความรู้สึกทำงานหนักแต่คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น อาจนำไปสู่ความเครียดและต้องทบทวนแผนการเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาวใหม่ทั้งหมด
ในเชิงพฤติกรรม ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มลดการใช้จ่าย ซึ่งนอกจากการลดค่าอาหารแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งเลือกไม่ซื้อเสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน ขณะที่ 42% ลดค่าใช้จ่ายด้านบริการส่วนตัว เช่น ตัดผมและทำเล็บ 22%, ลดค่าใช้จ่ายด้านฟิตเนสหรือยิม 21%, ลดการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 14% ลดการใช้บริการเรียกรถ
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ J.D. Power ที่พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคเลือกซื้อน้อยลง เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน 39% ของครัวเรือน เปิดเผยว่าต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อของจำเป็น เนื่องจากไม่มีสภาพคล่องทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อความเชื่อมั่น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2025 และในเดือนเมษายน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ University of Michigan ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่กระทบเศรษฐกิจโลก
“ความกังวลของผู้บริโภคในปัจจุบันเป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจโลก ทั้งหมดล้วนซ้ำเติมความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง” เกวนเธอร์ ย้ำ
ภาพ: Halfpoint/shutterstock
อ้างอิง:

