วันนี้ (30 มิถุนายน) เมื่อเวลา 10.29 น. กฤตย์ กิตติรัตนา บุตรชายของผู้โดยสารที่ประสบอุบัติเหตุทางเลื่อนภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานดอนเมือง บริเวณทางเดิน อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ยุบตัวลงขณะใช้งาน เป็นเหตุให้บาดเจ็บรุนแรง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า
“สวัสดีครับทุกท่าน
“ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงได้ข่าวกรณีผู้โดยสารหญิงประสบอุบัติเหตุบนทางเลื่อนที่สนามบินดอนเมืองจนทำให้ขาขาด ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ผู้โดยสารหญิงท่านนี้คือคุณแม่ของผมเองครับ
“ก่อนอื่นทางครอบครัวต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลามครับ กำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวในตอนนี้จริงๆ คือเมื่อวานคือวันที่เกิดเรื่อง ทางครอบครัวอยู่ในความตกใจและเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เราก็ต้องรีบตั้งสติและบริหารจัดการวิกฤตนี้ที่เกิดกับขอบครัวเราให้เร็วและดีที่สุด
“หลังเกิดอุบัติเหตุ พวกเรายังไม่ได้พูดคุยกันถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ แต่โฟกัสไปที่การรักษาเพื่อกู้ภาวะวิกฤตของคุณแม่เป็นความสำคัญอันดับแรก เนื่องจากคุณแม่เสียเลือดมาก จึงยังไม่มีโอกาสในการได้ออกมาให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามสื่อที่ติดต่อเข้ามาทางครอบครัวอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เราเริ่มตั้งสติกันได้บ้างแล้ว เลยอยากมาให้ข้อมูลเบื้องต้น เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกๆ คน ผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ครับ
“ต้องยอมรับครับว่าเหตุการณ์ที่บีบหัวใจครั้งนี้มันยากกับครอบครัวเราจริงๆ ยังคงตกใจและเสียใจทุกครั้งที่เห็นข่าวหรือตอนคิดถึงอาการของคุณแม่ แต่พวกเรายังต้องสู้ครับ เพราะคุณแม่ก็กำลังสู้อยู่เหมือนกัน
“เมื่อวานเหตุเกิดในช่วงเช้า และคุณแม่ได้รับการผ่าตัดในช่วงเย็นที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลที่ครอบครัวและคุณแม่มีประวัติรักษาอยู่ ทางครอบครัวต้องขอขอบพระคุณทีมงานแพทย์ทุกๆ ท่าน ตั้งแต่ที่สนามบินดอนเมือง โรงพยาบาลภูมิพลฯ และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ช่วยชีวิตคุณแม่ผมเอาไว้
“คุณแม่ออกจากห้องผ่าตัดเมื่อวานในช่วงค่ำ ผลผ่าตัดเป็นที่น่าพึงพอใจในขั้นต้น แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าจะเป็นการผ่าตัดครั้งสุดท้ายของคุณแม่ ทางทีมแพทย์แจ้งว่าเรายังคงต้องรอดูอาการ และภาวนาให้ไม่มีอาการติดเชื้อ หรือเนื้อตาย ซึ่งจะต้องทำให้เราต้องผ่าเปิดแผลคุณแม่ และตัดเนื้อของคุณแม่ออกมาอีก กว่าจะทราบผลคงต้องรอเวลาอีกหลายวัน
“สภาพกำลังใจของคุณแม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง เราได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านนิดหน่อยทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เนื่องจากท่านยังต้องพักในห้องปลอดเชื้อ คุณแม่ยังแสดงความเข้มแข็งออกมาจากทั้งทางสีหน้าและน้ำเสียง แต่เราก็ทราบดีในใจลึกๆ ของท่านแตกสลาย เพราะอยู่ๆ ก็ต้องเสียขาไป
“ทางครอบครัวได้มีการขอภาพกล้องวงจรปิดจากทางสนามบินแต่ยังไม่ได้รับ คาดว่ากำลังผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน
“สิ่งที่ต้องยอมรับว่าครอบครัวกังวลมากที่สุดจริงๆ ในเวลานี้คือสภาพจิตใจของคุณแม่ และการใช้ชีวิตของคุณแม่ในระยะยาว เพราะครอบครัวทราบดีว่าเราไม่สามารถทำให้ขาของคุณแม่กลับมาเหมือนเดิม หรือแม้กระทั่งจะทำให้ชีวิตของคุณแม่กลับมาเหมือนเดิมได้ ทางครอบครัวได้ขอให้คุณหมอช่วยพิจารณาจัดทีมนักจิตวิทยาเพื่อเข้าช่วยเหลือเยียวยาคุณแม่ในเบื้องต้น เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามให้ดีที่สุดให้กับท่าน
“คุณแม่ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะอาการเจ็บแผล แต่เพราะยังจินตนาการถึงชีวิตที่มีขาข้างเดียวไม่ได้ ทางครอบครัวจึงหลีกเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สนามบินดอนเมืองกับคุณแม่มากที่สุด และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของทางสนามบิน จัดการในเรื่องสืบค้นสาเหตุต่อไป ซึ่งทางครอบครัวหวังว่าจะเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเที่ยงธรรม
“ผมเองในฐานคนเป็นลูก โดยเฉพาะตอนที่พบคุณแม่ครั้งแรกหลังเกิดเหตุการณ์ ภาพที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ถือกล่องโฟมที่ใส่ขาคุณแม่ลงมาจากรถฉุกเฉิน แยกออกมาจากตัวคุณแม่ที่นอนอยู่บนเปลรถเข็น มันเป็นความรู้สึกที่ผมไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ครับ
“ครอบครัวยังคงภาวนาให้แผลผ่าตัดของคุณแม่ไม่มีอาการติดเชื้อ และเป็นการผ่าตัดครั้งสุดท้ายของคุณแม่ นอกเหนือจากนี้ครอบครัวยังไม่ขอคิดสิ่งอื่นใด เพราะถึงครอบครัวของเราจะไม่ได้เหมือนเดิมหลังจากเหตุการณ์นี้ แต่เราจะต้องมีสมาชิกครอบครัว ‘ครบ’ เท่าเดิมครับ
“ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง ทั้งการช่วยเหลือ กำลังใจ คำอวยพร กฤตย์ กิตติรัตนา”
ทั้งนี้ ความคืบหน้าทางคดี พ.ต.อ. อดิเรก ทองแกมแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ดอนเมือง ระบุว่า พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างรอผลตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ว่าสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความประมาทของบุคคลใดหรือไม่ และหลังจากนี้จะต้องเรียกเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงที่รับผิดชอบดูแลการซ่อมบำรุงทางเลื่อนโดยตรง และบริษัทที่ติดตั้งทางเลื่อนดังกล่าวมาสอบปากคำเป็นลำดับต่อไป
อ้างอิง: Kit Kit / Facebook