Krungthai COMPASS มองท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นเท่าระดับก่อนโควิด-19 ในอีก 1-2 ปีนี้ ชี้ ‘ภาพลักษณ์ตก-บาทแข็ง-ตลาดแข่งขันสูง’ เป็นเหตุ จีนไม่กลับมาเที่ยวไทย พร้อมเผยสัญญาณบวก นักท่องเที่ยวใช้จ่ายสูงขึ้น สะท้อนคุณภาพนำปริมาณ
วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ชะลอลงกว่าครึ่ง จากระดับราว 11 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 4.5-5.5 ล้านคนในช่วงปี 2568-2569 ทำให้ทั้งจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับไปในระดับเดียวก่อนโควิดในช่วง 1-2 ปีนี้
โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 32.8 และ 34.5 ล้านคนตามลำดับ ซึ่งยังต่ำกว่าปี 2562 ที่มี 39.8 ล้านคน
แม้ว่านักท่องเที่ยวจากตลาดอื่น โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งมี Spending per Head สูง จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นและฟื้นตัวสูงกว่าปี 2562 แล้ว แต่ยังไม่สามารถชดเชยช่องว่างของตลาดจีนได้ ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568-2569 อยู่ที่ 1.52-1.64 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 79%-86% ของระดับก่อนโควิด
ขณะเดียวกันยังต้องติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จะกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งอาจซ้ำเติมการฟื้นตัวในภาพรวมได้
เปิด 3 ปัจจัยหลัก จีนมาไทยต่ำคาด
นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ยังระบุ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยต่ำกว่าคาด โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ภาพลักษณ์ความปลอดภัยกระทบความเชื่อมั่น
จากผลสำรวจของ Dragon Trail International ระบุว่า 48% ของนักท่องเที่ยวจีนมองว่าไทยไม่ปลอดภัย ส่วนหนึ่งมาจากข่าวเชิงลบ เช่น กรณีนักแสดงชาวจีนหายตัว และการปราบปรามธุรกิจสีเทา ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาอาชญากรรมและธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมาก
2. คู่แข่งดึงนักท่องเที่ยวได้ดีกว่า
ประเทศในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเวียดนาม ใช้จุดขายด้านความปลอดภัยและนโยบายวีซ่าฟรี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้มากกว่า โดยอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ ญี่ปุ่น 99% เวียดนาม 91% สิงคโปร์ 87% ขณะที่ไทยฟื้นตัวเพียง 40% และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแซงหน้าไทยแล้ว
3. บาทแข็ง ทำไทยแพงขึ้นในสายตาจีน
สำหรับกรณีเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 10% มาอยู่ที่ 4.4 บาทต่อหยวน จากค่าเฉลี่ยในปี 2567 ที่ 4.9 บาทต่อหยวน และมีแนวโน้มแข็งต่อในปี 2569 ทำให้ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไทยดูแพงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่ค่าเงินอ่อนลงราว 8%
จีนเที่ยวไทยหาย ฉุดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวม
นักท่องเที่ยวจีนหดตัวลงถึง -33.8% YoY ตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 เหลือเพียง 4.1 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าครึ่งของระดับช่วงก่อนโควิด-19 ขณะที่กลุ่ม East Asia เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็มีแนวโน้มหดตัว -10.1%YoY เช่นกัน ซึ่งฉุดการเติบโตของภาคท่องเที่ยวไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวกลุ่ม EU อินเดีย และรัสเซีย กลับมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จนสูงกว่าระดับก่อนโควิด-19 อย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับ Recovery Rate สูงถึง 118%-129% ของปี 2562
ทั้งนี้ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่ม EU อินเดีย และรัสเซีย จะยังไม่สามารถชดเชยนักท่องเที่ยวจีนและกลุ่ม East Asia ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยประคับประคองการท่องเที่ยวไทยในช่วงที่ผ่านมา
จำนวนลด แต่การใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัวลงราว -7.2% YoY อยู่ที่ 29.6 ล้านคน ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับช่วงก่อนโควิด-19
อย่างไรก็ดี รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ยังหดตัวแค่ -4.7% YoY โดยมีรายได้รวม 1.37 ล้านล้านบาท จาก Spending per Head ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ ‘คุณภาพนำปริมาณ’ (Value over Volume) ของการท่องเที่ยวไทย
นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล ช่วยพยุงรายได้การท่องเที่ยวไทย
นักท่องเที่ยวกลุ่มระยะไกล (Long haul) มี Spending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 19%-73% นำโดยกลุ่ม Middle East ที่มีการใช้จ่ายถึง 80,137 บาท/คน/ทริป ตามด้วยกลุ่ม Europe Russia America และ Oceania ที่มี Spending per Head อยู่ที่ราว 55,000-62,000 บาท/คน/ทริป
โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตดีในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 และช่วยประคับประคองรายได้ของการท่องเที่ยวไทยไว้ได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short haul) มีเพียงจีนเท่านั้น ที่มีSpending per Head สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 54,212 บาท/คน/ทริป ซึ่งการหดตัวลงอย่างรุนแรงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน ทำให้ Spending per Head โดยรวม ยังไม่กลับไปในระดับเดียวกับปี 2562
ท่องเที่ยวไทยหดสวนทางประเทศคู่แข่ง
นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 หดตัว 7.2% YoY สวนทางกับประเทศคู่แข่งที่มีแนวโน้มขยายตัวตั้งแต่ 2.7%-20.9% YoY
โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ที่มีแนวโน้มเติบโตถึง 17.0% YoY และ 20.9%YoY ตามลำดับ
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นนำไทยตั้งแต่ปี 2567 และยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติในญี่ปุ่นฟื้นตัวได้ถึง 133% ขณะที่เวียดนามก็ฟื้นตัวได้ถึง 117% ของปี 2562 แล้ว
โดยสาเหตุหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยโตสวนทางคู่แข่ง เป็นเพราะนักท่องเที่ยวจีนยังฟื้นตัวช้า จากความกังวลด้านความปลอดภัย ประกอบกับปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่กดดันความสามารถในการแข่งขันของไทย เช่น ความคุ้มค่า และความสดใหม่ที่ต้องเร่งพัฒนา


