×

Krungthai COMPASS เปิด 3 แนวทาง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า ช่วยสินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้น

06.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบ: แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิด 3 แนวทาง ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย รับอานิสงส์ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ช่วยให้ราคาสินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น

 

โดย Krungthai COMPASS ระบุว่า ไทยสูญเสียสถานะผู้นำด้านการส่งออกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ทั้งวัตถุดิบ ค่าไฟ และแรงงาน เมื่อเทียบกับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วย จีน เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และเอกวาดอร์

 

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งกุ้งไทยเคยอยู่ในบัญชีสินค้าที่มีความเสี่ยงด้านแรงงานเด็กและแรงงานบังคับช่วงปี 2009-2024 และไทยเคยได้รับใบเหลือง IUU จากยุโรปในช่วงปี 2015-2018 ก่อนยกระดับมาตรฐานแรงงานภาคประมงผ่านระบบ PIPO และ GLP ส่งผลให้ไทยครองส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เหลือเพียง 4% ในปี 2024 คิดเป็นมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ จากระดับ 12-15% ในช่วงปี 2005-2011 คิดเป็นมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าไทยมีโอกาสแข่งขันได้มากขึ้น หลังสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับ 5 ประเทศคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเล ควรยกระดับสินค้าด้วย 3 แนวทาง ดังนี้

 

1. ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และลดต้นทุน

 

Krungthai COMPASS แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีบำบัดและจัดการคุณภาพน้ำด้วยฟาร์มอัจฉริยะ (Precision Aquaculture) ที่สามารถติดตามคุณภาพน้ำตลอด 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ความผิดปกติ และแจ้งเตือนล่วงหน้า แทนการสุ่มตรวจคุณภาพน้ำแบบเดิม

 

โดยยกตัวอย่าง ไทยยูเนี่ยน ที่นำเครื่องตีน้ำที่มีระบบ IoT ในการควบคุม มาใช้สั่งเปิด-ปิด เครื่องตีน้ำอัตโนมัติตามค่าออกซิเจน (DO) ที่วัดได้จริง ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 20-30%

 

นอกจากนี้ ตามผลการศึกษาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังพบอีกด้วยว่า เกษตรกรที่ใช้ระบบดังกล่าว จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 13% จากอัตรารอดของกุ้ง

 

สำหรับเทคโนโลยีต่อมา Krungthai COMPASS แนะนำให้ใช้ระบบคัดแยกอัตโนมัติ ในการคัดแยกเกรด โดยใช้เทคโนโลยี Computer Vision, Hyperspectral Imaging และ AI ที่สามารถตรวจจับตำหนิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น จุดดำใต้เปลือกกุ้ง

 

ทำให้สินค้ามีมาตรฐานสม่ำเสมอ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน โดย TAIKA Seafood จากเวียดนามพบว่า ระบบนี้สามารถลดจำนวนแรงงานในการคัดแยกได้ถึง 70%

 

2. สร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดใหม่ๆ

 

โดยสินค้าที่ Krungthai COMPASS นำเสนอคือ คอลลาเจน ไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) และน้ำมันปลาที่สกัดจากหนังปลาทูน่า ซึ่งเป็นส่วนเหลือจากกระบวนการแปรรูปปลา โดยสามารถพัฒนาและจำหน่ายเพื่อเจาะตลาดกลุ่มรักสุขภาพได้

 

นอกจากนี้ Krungthai COMPASS ยังเสนอให้ต่อยอดนวัตกรรมสร้างอาหารทะเลเสมือนจริง เป็นอาหารทะเลทางเลือกจากพืช เช่น เนื้อปลา เนื้อปลาหมึก, กะปิเจ และข้าวเกรียบกุ้ง เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้ที่แพ้อาหารทะเล

 

3. ยกระดับด้วยมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

 

เพื่อที่จะเจาะตลาดกำลังซื้อสูง และกลายเป็นคู่ค้ากลุ่ม Tier 1 ในสหรัฐฯ และยุโรป ที่มีนโยบายการจัดซื้อสินค้า Sustainable Sourcing 100%

 

Krungthai COMPASS แนะนำว่า ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องได้การรับรองจากมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) และ Best Aquaculture Practices (BAP) รวมถึง Marine Stewardship Council (MSC)

 

โดยข้อมูลจากวารสาร Fisheries Science & Aquaculture ระบุว่า สินค้าที่รับรอง มาตรฐาน ASC และ BAP สามารถทำราคาได้สูงกว่าและแข่งขันได้ดีกว่าในตลาดกำลังซื้อสูง

 

นอกจากนี้ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง Walmart, Costco และ Whole Foods ก็ได้ให้ความสำคัญกับการจัดซื้ออาหารทะเลที่ยั่งยืนอีกด้วย ทำให้สินค้าที่มีตรารับรอง ASC/BAP จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก

 

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS แนะนำว่า การยกระดับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยจำเป็นต้องทำพร้อมกันทั้ง 3 แนวทาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว

 

ภาพ: Halawi/Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising