วันนี้ (10 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 2 กรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายว่า ปัญหาสำคัญคือเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และคงไม่พ้นปัญหาราคาน้ำมัน จากการติดตามอย่างใกล้ชิด พบว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะจัดการอย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง
หากดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหน้าปั๊ม แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ประชาชนยังต้องจ่ายราคาน้ำมันในระดับสูงเช่นเดิม ซึ่งเมื่อวาน (10 เม.ย.) ราคาหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนต้องจ่ายลดลงเพียง 2.14 บาท ขณะที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันก็ลดลง
หากเทียบกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลก มองว่าควรลดลงมากกว่า 7 บาท สาเหตุเพราะรัฐบาลอ้างผลงานการเจรจาลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร และเมื่อวานค่าการตลาดหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นจาก 5 บาทเป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้แม้ราคาตลาดโลกและราคาโรงกลั่นจะลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียง 2 บาท สะท้อนปัญหาในการบริหารจัดการ และสุดท้ายภาระตกอยู่ที่ประชาชน
กรณ์กล่าวว่า สูตรการทำงานของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เจรจาลดค่าการกลั่น 2 บาทนั้น อิงค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคมที่ 7 บาท หมายถึงควรเก็บ 2 บาท บวก War Premium 3 บาท จึงขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาท
แต่ปัจจุบันค่าการกลั่นไม่ใช่ 7 บาท หากเฉลี่ยอยู่ที่ 17 บาท ดังนั้นควรลดได้ถึง 12 บาท จึงสะท้อนว่านโยบายไม่ชัดเจน และการตัดสินใจทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเกรงใจนายทุนมากเกินไป ขณะที่ความเดือดร้อนของประชาชนกลับไม่ได้รับความสำคัญ
ในส่วนภาษีสรรพสามิต รัฐบาลยังไม่ปรับลดแม้แต่น้อย โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่าการดูแลราคาน้ำมันเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน ซึ่งหมายถึงประชาชนต้องรับภาระเอง เพราะผู้ชำระหนี้กองทุนคือนประชาชน ขณะที่รัฐบาลยังเก็บภาษีในอัตราเดิม โดยอ้างว่าหากลดจะกระทบงบค่ารักษาพยาบาล
“ภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันไม่ได้ส่งตรงไปยังระบบสาธารณสุข แต่เข้ากองกลาง สิ่งที่ควรทำคือปรับลดภาษีและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ควรอ้างเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะไม่มีใครเรียกร้องให้ลดงบส่วนนั้น หากให้ประชาชนเลือก ย่อมต้องการให้น้ำมันถูกลงและค่าครองชีพลดลงมากกว่า”
พร้อมระบุว่า รัฐบาลไม่ควรใช้เพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา และหวังว่าสงครามตะวันออกกลางจะยุติ แต่ควรกำหนดนโยบายและสูตรคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมให้ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังอภิปรายถึงค่าไฟฟ้า โดยระบุว่า ไทยพึ่งพาก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักในระดับสูง เมื่อเกิดสงครามทำให้ราคาก๊าซเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เอกชนมีกำไรเพิ่มจากสูตรคำนวณค่าไฟ ที่ใช้ปริมาณก๊าซสูงกว่าการใช้จริง ทำให้เกิดส่วนต่างเป็นกำไร อีกทั้งการนำเข้า LNG ยังเปิดช่องให้เอกชนขายก๊าซให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาสูงกว่าต้นทุน
กรณ์ยังกล่าวถึงปัญหาทุนเทา การทุจริต และสแกมเมอร์ ว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกพรรคควรมีจุดยืน แต่หลังเลือกตั้งความเข้มข้นกลับลดลง โดยนโยบายรัฐบาลระบุเพียงว่าการปราบปรามที่ผ่านมาเป็นความสำเร็จในรัฐบาลอนุทิน 1เสมือนภารกิจสิ้นสุดแล้ว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การยึดอายัดทรัพย์ที่ระบุว่าจะปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ควรทำอย่างจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติ และตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเหมือนเน้นดำเนินคดีกับต่างชาติเป็นหลัก ทั้งที่เครือข่ายเหล่านี้ต้องมีคนไทยเกี่ยวข้องในฐานะนอมินี


