ดร.กอบศักดิ์ชี้เหตุ สหรัฐฯ จ่อระงับพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เริ่มมีสัญญาณจากโพสต์ของทรัมป์ตั้งแต่ 4 มกราคม โดยมองว่าประมาณ 1 ใน 3 ของครัวเรือนที่ย้ายเข้าไปไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ดี สุดท้ายก็ไปขอใช้ระบบสวัสดิการต่างๆ ของสหรัฐฯ
จากกรณีมีรายงานอ้างโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคำสั่งระงับพิจารณาวีซ่าผู้อพยพสำหรับผู้สมัครจาก 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมนี้
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อมูลผ่าน Facebook อธิบายถึงสาเหตุว่า ทำไมสหรัฐฯ ยุติให้ Visa สำหรับ Immigration หรือคนที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสหรัฐฯ
โดยภาพข้างล่างคือสิ่งที่ส่งสัญญาณโพสต์ใน Truth Social เมื่อ 4 มกราคม 2569

โดยหากพิจารณาดูจะเห็นรายชื่อของประเทศที่ผู้อพยพจากประเทศเหล่านี้ เมื่อเข้าสหรัฐฯ มาแล้ว เข้ามาอาศัยพึ่งพาระบบสวัสดิการของสหรัฐ ในการยังชีพ
บางประเทศมีสัดส่วนครัวเรือนที่ใช้สวัสดิการสหรัฐฯ ที่สูงมาก เช่น ภูฏาน 81.4% เยเมน 75.2% โซมาเลีย 71.9% หมู่เกาะมาร์แชลล์ 71.4% สาธารณรัฐโดมินิกัน 68.1% รวมทั้งประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มดังกล่าวด้วย ในอันดับที่ 46 สัดส่วน 36.7%
“พูดง่ายๆ ประมาณ 1 ใน 3 ของครัวเรือนที่ย้ายเข้าไป ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ดี สุดท้ายก็ไปขอใช้ระบบสวัสดิการต่างๆ ของสหรัฐฯ ถ้าสหรัฐฯ ยังรวย มีฐานะดี เขาก็จะมองข้าม ล่าสุด สหรัฐฯ เริ่มมีหนี้มาก รัฐขาดดุลการคลังสูง ระบบสวัสดิการสังคม ฐานะไม่ค่อยดี เขาก็เลยพยายามปิดช่องที่เป็นรายจ่ายภาครัฐ ที่เขาคิดว่า ‘ไม่จำเป็น’ ก็เลยนำมาถึงข่าวว่า ทำไมจึงจะต้องจัดการเรื่อง Visa ของ Immigrants หรือคนที่ย้ายเข้าไปอาศัยที่สหรัฐฯ รอบนี้ ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ถูกกระทบ แต่เขาก็คงดูเพิ่มในสิ่งที่เป็นช่องโหว่ต่างๆ เพื่อให้เงินของสหรัฐฯ ใช้เฉพาะสำหรับคนสหรัฐฯ เอง” ดร.กอบศักดิ์ระบุ
Bloomberg เผย สหรัฐฯ ระงับวีซ่า ไม่รวมท่องเที่ยวหรือแรงงานชั่วคราว
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่ามาตรการดังกล่าวใช้เฉพาะกับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปอยู่อาศัยและทำงานถาวรในสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมนักท่องเที่ยวหรือแรงงานชั่วคราว ตลอดปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชาวต่างชาติและผู้ที่ต้องการพำนักในประเทศ โดยซ้อนมาตรการใหม่เข้าไปในระบบคัดกรองวีซ่าที่ถือว่าเข้มงวดที่สุดระบบหนึ่งของโลกอยู่แล้ว
การระงับออกวีซ่าซึ่งจะเริ่มมีผลในวันที่ 21 มกราคม คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการอพยพแบบครอบครัวมากที่สุด โดยจะกระทบต่อคู่สมรส บุตร และญาติใกล้ชิดอื่น ๆ ของผู้ถือสัญชาติสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งเดิมมีสิทธิขอถิ่นที่อยู่ถาวร
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ทอมมี พิกอตต์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยุติ “การใช้ระบบตรวจคนเข้าเมืองของอเมริกาในทางที่ผิด โดยผู้ที่ต้องการดึงทรัพยากรจากประชาชนชาวอเมริกัน” ขณะที่กระทรวงฯ ระบุเพิ่มเติมในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า มาตรการนี้ครอบคลุมประเทศ “ซึ่งผู้อพยพมักกลายเป็นภาระของรัฐสหรัฐฯ ทันทีที่เดินทางเข้าประเทศ”
อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่าผู้อพยพเป็นภาระต่อทรัพยากรของรัฐ ขัดแย้งกับผลการศึกษาจาก Cato Institute, American Immigration Council และองค์กรอื่น ๆ ซึ่งพบว่าผู้อพยพใช้สวัสดิการของรัฐน้อยกว่าชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศ
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การระงับดังกล่าวไม่ครอบคลุมวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าทำงานชั่วคราว ซึ่งหมายความว่าไม่น่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือแผนการเดินทางของผู้มาเยือนจากต่างประเทศหลายแสนคนที่คาดว่าจะเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อร่วมงานฟุตบอลโลกปีนี้ โดยผู้มาเยือนเหล่านั้นจะเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่าท่องเที่ยว Fox News Digital รายงานก่อนหน้านี้ในวันพุธว่ารัฐบาลกำลังวางแผนมาตรการดังกล่าว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พุ่งเป้าไปที่ชุมชนผู้อพยพจากเฮติ โซมาเลีย เวเนซุเอลา เม็กซิโก และประเทศอื่น ๆ อยู่บ่อยครั้ง โดยมักใช้ถ้อยคำในเชิงดูหมิ่นต่อผู้คนจากประเทศเหล่านั้น กระแสการดำเนินการดังกล่าวทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการปราบปรามในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเกิดจากข้อกล่าวหาว่าชาวโซมาเลียในพื้นที่ทุจริตโครงการสวัสดิการของรัฐบาลกลาง
ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ยังไม่ตัดสินในวันพุธต่อคำร้องคัดค้านมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ทั่วโลกต้องรออย่างน้อยจนถึงสัปดาห์หน้าเพื่อทราบชะตากรรมของนโยบายเศรษฐกิจเรือธงของเขา
ศาลยังไม่ระบุว่าจะออกคำวินิจฉัยครั้งถัดไปเมื่อใด แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะกำหนดการอ่านคำตัดสินเพิ่มเติมในวันอังคารหรือวันพุธ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้พิพากษากลับมาพิจารณาคดีอีกครั้ง
หุ้นกลุ่มผู้บริโภค เช่น Lululemon Athletica และ Mattel ปรับตัวลดลงจากการที่ยังไม่มีคำตัดสิน ขณะที่ผู้ผลิตเครื่องมือไฟฟ้า Stanley Black & Decker อ่อนแรงลงจากก่อนหน้านี้
การไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน บ่งชี้ว่าศาลมีท่าทีสงสัยว่า ทรัมป์มีอำนาจตามกฎหมายปี 1977 ซึ่งให้อำนาจพิเศษแก่ประธานาธิบดีในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เพียงพอที่จะใช้บังคับมาตรการภาษีดังกล่าวหรือไม่
หากศาลตัดสินไม่เป็นคุณต่อทรัมป์ในประเด็นภาษี จะถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดของเขานับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ประเด็นที่อยู่ในการพิจารณาคือมาตรการภาษี “Liberation Day” เมื่อวันที่ 2 เมษายน ซึ่งกำหนดอัตราภาษี 10–50% ต่อสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ รวมถึงการเก็บภาษีจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน โดยอ้างเหตุผลในการแก้ปัญหาการลักลอบค้ายาเฟนทานิล
นอกจากนี้ คำตัดสินที่ไม่เป็นคุณต่อทรัมป์อาจเปิดทางให้มีการคืนเงินภาษีรวมมูลค่ามากกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับผู้นำเข้าและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
อ้างอิง:


