จีนเปิดฉาก ‘สังคายนากองทัพ’ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี และเป้าหมายรอบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นถึงนายพลระดับสูงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่า เป็นบุคคลที่ ‘แตะต้องไม่ได้’
สำนักข่าว Xinhua และ China Daily รายงานยืนยันตรงกันว่า ทางการจีนตัดสินใจปลด จางโหย่วเสีย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร (Central Military Commission: CMC) ลำดับที่ 1 ออกจากทุกตำแหน่งสำคัญ โดยระบุเหตุผลเบื้องต้นว่าเขามีความผิดฐาน “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งในพจนานุกรมการเมืองจีน คำนี้มักมีความหมายแฝงที่ชัดเจนว่าคือคดีคอร์รัปชัน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสั่นสะเทือนแวดวงการเมืองจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก จาง ไม่เพียงแต่กุมอำนาจในตำแหน่งรองประธาน CMC เท่านั้น แต่เขายังเป็นสมาชิกกรมการเมือง (Politburo) หรือองค์กรตัดสินใจระดับสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีสมาชิกเพียงไม่กี่คน อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรทางทหารที่ใกล้ชิดที่สุดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมาอย่างยาวนาน
การถูกปลดครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่แรงที่สุดว่า ‘ไม่มีใครอยู่เหนือกฎเกณฑ์’ แม้จะเป็น ‘คนวงใน’
นี่ไม่ใช่แค่การปลดนายทหารรายบุคคล แต่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการล้างบางขบวนการคอร์รัปชันและจัดระเบียบภายในกองทัพจีนครั้งมโหฬาร การร่วงจากอำนาจของนายพลที่เปรียบเสมือนเบอร์ 2 ของกองทัพ (รองจากประธานาธิบดีจีนในฐานะประธานคณะกรรมการกลางการทหาร) เกิดขึ้นจากอะไร และจะส่งผลต่อความทะเยอทะยานของจีนในประเด็นไต้หวันหรือไม่ ทีมข่าวต่างประเทศ THE STANDARD สรุปเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้ให้เข้าใจง่ายในบทความนี้
เกิดอะไรขึ้นกับ กองทัพจีน
เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยว่า ทางการได้สั่งปลด จางโหย่วเสีย รองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร ลำดับที่ 1 ขณะที่ดำเนินการสอบสวน หลิวเจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) สมาชิก CMC ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง
การปลดนายทหารระดับสูงทั้งสองไม่เพียงแต่สั่นสะเทือนแวดวงความมั่นคง แต่ยังนำไปสู่คำถามสำคัญถึงชนวนเหตุของการชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำปักกิ่ง และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อขีดความสามารถทางการทหารของจีน โดยเฉพาะเป้าหมายการใช้กำลังรวมชาติไต้หวัน รวมถึงความขัดแย้งอื่นๆ ในภูมิภาค
สำหรับจางวัย 75 ปี เขาไม่ใช่แค่นายทหารอาวุโสทั่วไป แต่ดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดที่ทำหน้าที่กุมบังเหียนกองทัพทั้งหมดภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปัจจุบัน CMC ซึ่งปกติจะมีสมาชิกราว 7 คน กลับตกอยู่ในสภาพ ‘เกือบร้าง’ เพราะขณะนี้เหลือสมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 2 คนเท่านั้น คือ สีจิ้นผิง และจางเซิงหมิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของกองทัพ ส่วนสมาชิกรายอื่นๆ ต่างถูกกวาดล้างและจับกุมในข้อหาคอร์รัปชันไปก่อนหน้านี้หมดสิ้น
ความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์
ไลล์ มอร์ริส จากสถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี (Asia Society Policy Institute) ชี้ให้เห็นว่า การที่เก้าอี้ของ CMC เหลือเพียงสีจิ้นผิงและจางเซิงหมินนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสะท้อนว่า “กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) กำลังตกอยู่ในสภาพยุ่งเหยิงอย่างหนัก”
เขาวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า แม้จะยังไม่มีใครฟันธงถึงสาเหตุที่แท้จริงของการปลดนายพลระดับสูงจำนวนมากขนาดนี้ แต่ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัด สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ “นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีสำหรับสีจิ้นผิง” โดยเฉพาะในแง่ของภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำและการรักษาอำนาจในการควบคุมกองทัพ PLA
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ชง จา เอียน (Chong Ja Ian) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ มองว่าความคลุมเครือของการสั่งปลดครั้งนี้ได้เปิดช่องให้เกิดการคาดเดาต่างๆ นานา หลายรูปแบบ
“มีตั้งแต่เรื่องการรั่วไหลของความลับด้านนิวเคลียร์ให้แก่สหรัฐอเมริกา ไปจนถึงการวางแผนก่อรัฐประหาร และการทะเลาะวิวาทภายในพรรค แม้แต่มีข่าวลือเรื่องการปะทะกันด้วยอาวุธในปักกิ่ง” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ชงเน้นย้ำว่า ท่ามกลางหมอกควันของข่าวลือเหล่านี้ มี 2 นัยสำคัญที่มองเห็นได้ชัดเจน คือ 1. สีจิ้นผิงยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จจนไม่มีใครสามารถสั่นคลอนได้ และ 2. ข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองจีนมีจำกัดมาก ซึ่งความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นเชื้อไฟให้เกิดการคาดเดาอย่างไร้ทิศทาง
ด้าน รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนคือกล่องดำการเมืองจีน ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่า เกิดอะไรขึ้นกับ power struggle ที่จงหนานไห่ เพียงแต่ฝ่ายสีจิ้นผิงมีความเด็ดขาดในการรักษาเสถียรภาพ (Stability First) ไม่ให้เกิดความวุ่นวายในทุกด้าน เพื่อให้ประเทศจีนเดินหน้าทำเป้าหมายใหญ่อื่นๆ ต่อไป (เช่น การรวมชาติกับไต้หวัน) รวมทั้งการลุยปราบคอร์รัปชันในทุกวงการ ไม่เว้นแม้ในกองทัพ เพื่อสร้างศรัทธาและซื้อใจประชาชนส่วนใหญ่ในจีน เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ (credibility) ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อไปนั่นเอง
ละเมิดวินัยและกฎหมายร้ายแรง = คอร์รัปชัน
แม้แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจะใช้คำกลางๆ อย่างการระบุว่า จาง และ หลิว กำลัง “อยู่ระหว่างการสอบสวน” ในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” แต่สำหรับการเมืองจีน สำนวนนี้เป็นอันรู้กันว่าหมายถึงการทุจริตคอร์รัปชัน
หลังจากนั้นไม่นาน หนังสือพิมพ์ PLA Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงหลักของกองทัพ ได้ออกมาตอกย้ำทิศทางนี้ผ่านบทบรรณาธิการ โดยระบุชัดเจนว่านี่คือการแสดงจุดยืน “ไม่ยอมรับการทุจริตโดยเด็ดขาด” ของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมประกาศกร้าวถึงการลงโทษผู้กระทำผิด โดยไม่เกรงใจว่าคนนั้นจะเป็นใครหรือมีตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตาม
แม้รายละเอียดของข้อกล่าวหาที่เฉพาะเจาะจงจะยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ (และอาจไม่มีวันถูกเปิดเผย) แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติของการเมืองปักกิ่ง การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกระบุว่าอยู่ภายใต้การสอบสวนอย่างเป็นทางการเช่นนี้ แทบจะการันตีว่าจุดจบของพวกเขาคือโทษจำคุกเป็นอย่างน้อย
ที่น่าสนใจคือ บทบรรณาธิการของ PLA Daily ได้เขียนถึงนายพลทั้งสองราวกับว่ามีการตัดสินความผิดไปเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงว่าพวกเขา “ทรยศต่อความไว้วางใจและความคาดหวังของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อย่างร้ายแรง” รวมถึงมีพฤติกรรมที่ถือเป็นการ “เหยียบย่ำและบ่อนทำลายคณะกรรมการกลางด้านการทหาร” ด้วย
เกมอำนาจปราบโกง และราคาที่ต้องจ่าย
แม้คอร์รัปชันจะเป็นเหตุผลหลักที่ถูกชูขึ้นมา แต่ภาพจำจากการกวาดล้างในอดีตทำให้เหล่านักวิเคราะห์อดคิดไม่ได้ว่า นี่คือเครื่องมือใน ‘เกมชิงอำนาจ’ ด้วยเช่นกัน
เพราะนับตั้งแต่สีจิ้นผิงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด เขาถูกตั้งข้อสังเกตอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับการใช้การปราบปรามการทุจริตเป็นดาบอาญาสิทธิ์ในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง หรือกลุ่มขั้วอำนาจที่ไม่จงรักภักดีต่อเขาอย่างเต็มร้อย ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งนี้ทำให้สีจิ้นผิง มีอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่สมัยเหมาเจ๋อตุง
อย่างไรก็ตาม การเป็นผู้นำในลักษณะนี้ก็อาจส่งผลเสียได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ในกองทัพ บรรยากาศแห่งความสงสัยอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ระมัดระวัง หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจที่อ่อนแอ เพราะเมื่อบรรยากาศในกรมกองเต็มไปด้วยความหวาดระแวง นายทหารอาจเลือกตัดสินใจแบบ “เพลย์เซฟ” หรือระมัดระวังตัวจนเกินเหตุ ซึ่งอาจนำไปสู่ความอ่อนแอในการบริหารจัดการและการตัดสินใจในภาวะวิกฤต
อีกทั้งกรณีของ จาง นั้นสั่นสะเทือนเป็นพิเศษ เพราะบิดาของเขากับบิดาของสีจิ้นผิงเคยเป็นสหายร่วมรบกันมาตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองจีน สายสัมพันธ์รุ่นพ่อที่แน่นแฟ้นขนาดนี้ยังช่วยอะไรไม่ได้ จึงเท่ากับเป็นการประกาศว่า ‘ไม่มีใครปลอดภัยอีกต่อไป’ แม้จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดก็ตาม
นอกจากนี้ จาง คือหนึ่งในนายทหารระดับอาวุโสเพียงไม่กี่คนใน PLA ที่มีประสบการณ์ ‘รบจริง’ ผ่านสงครามจีน-เวียดนามช่วงทศวรรษ 1970-1980 การปลดเขาจึงเปรียบเสมือนการสูญเสียขุมกำลังทางปัญญาและประสบการณ์ที่หาตัวจับยากในกองทัพยุคใหม่
มอร์ริสวิเคราะห์ว่า ความวุ่นวายนี้อาจดำเนินต่อไปอีกหลายปี และอาจทำให้เหล่านายทหารรุ่นหลังไม่กล้าที่จะขยับขึ้นมารับตำแหน่งสูงๆ เพราะกลัวว่าแสงสปอตไลต์ของการปราบโกงจะส่องมาที่ตนเองจนต้องจบลงที่เขตอันตราย
“นี่เป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างแน่นอนสำหรับสีจิ้นผิง และผมคิดว่าจะเกิดความวุ่นวายอย่างมากในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน โดยเฉพาะกับสีจิ้นผิงและบรรดาผู้นำในอีกหลายปีข้างหน้า”
ที่น่ากังวลที่สุดคือ จังหวะเวลาของการปลดนายทหารระดับสูงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ปักกิ่งกำลังเร่งเครื่องกดดันไต้หวันอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า แม้ความปั่นป่วนภายในกองทัพจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานบ้าง แต่ความทะเยอทะยานที่จะครอบครองไต้หวันของสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์จะยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง
ไต้หวันไม่ประมาท จับตา ‘รอยร้าว’ ในปักกิ่ง
ทางด้าน เวลลิงตัน คู (Wellington Koo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน ได้เปิดเผยว่าทางการกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่อย่างใกล้ชิด หลังมีข่าวการสั่งปลด จาง โยวเซี่ย มือขวาเบอร์ 2 ของกองทัพ รวมถึงการขยายผลสอบสวน หลิว เจิ้นหลี่ สมาชิก CMC อีกราย
รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันย้ำจุดยืนว่า จะเดินหน้าติดตามความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระดับสูงของทั้งพรรค รัฐบาล และกองทัพจีนต่อไป โดยยึดโยงอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า “จีนไม่เคยประกาศละทิ้งการใช้กำลังต่อไต้หวัน”
นอกจากนี้ ไต้หวันเตรียมยกระดับการใช้เครื่องมือทางการข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการส่งหน่วยลาดตระเวน เพื่อวิเคราะห์และสืบหา ‘เจตนา’ ที่แท้จริงเบื้องหลังการปลดนายทหารระดับสูงครั้งนี้ ว่าจะเป็นเพียงการจัดระเบียบภายใน หรือเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบต่อช่องแคบไต้หวันในอนาคตอันใกล้
แฟ้มภาพ: REUTERS/Florence Lo//File Photo
อ้างอิง:


