“ไม่ได้ตั้งใจจะหยุดงาน แต่ถูกบังคับให้หยุดเพราะไม่มีน้ำมัน”
ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องใช้น้ำมันในการทำงาน ใช้น้ำมันเพื่อหารายได้มาจุนเจือตัวเองและครอบครัว แต่เมื่อไม่มีน้ำมัน รายได้ของพวกเขาก็เท่ากับ ‘ศูนย์’ ทันที
ความผันผวนของราคาน้ำมันโลก การขาดแคลนน้ำมัน ไปจนถึงการกักตุนน้ำมันของคนบางกลุ่มที่รอกอบโกยกำไรหลังจากรัฐบาลเลิกพยุงราคา ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ไม่มีน้ำมันให้เติม’ กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เรากำลังเผชิญร่วมกัน
ถ้ามองในระดับมหภาค นี่คือวิกฤตทางตัวเลข เป็นเรื่องระดับนโยบายและกลไกตลาด แต่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข เพราะในความเป็นจริง วิกฤตพลังงานกำลังค่อยๆ ซึมลึกลงไปในชีวิตของผู้คนธรรมดา และเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น ‘วิกฤตปากท้อง’ อย่างชัดเจน
ตั้งแต่เกษตรกรที่ต้องแข่งกับเวลา แรงงานรายวันที่รายได้ผูกกับงานในแต่ละวัน ไปจนถึงพนักงานโรงงานที่ต้องหยุดงาน และคนขับรถขนส่งที่ต้องหยุดงานเพราะไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันพอใช้ ทุกคนกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบเดียวกัน คือรายได้ที่ไม่แน่นอนในขณะที่รายจ่ายยังคงเดิม
และยิ่งในประเทศไทยที่หลายคนไม่มีเงินสำรองเพียงพอต่อการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การหยุดงานโดยไม่เต็มใจเพียงไม่กี่วันอาจหมายถึงผลกระทบที่ยาวนานกว่าที่คิด
“เคลื่อนที่ไม่ได้ รายได้เป็นศูนย์” วิกฤตรถพุ่มพวง-รถส่งของ
อาชีพที่ต้องพึ่งพาการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะพุ่มพวงที่ใช้น้ำมันดีเซล ที่ต้องขับรถตระเวนเข้าไปในชุมชนหรือหมู่บ้านต่างๆ เพื่อขายสินค้าในแต่ละวัน กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขาดแคลนน้ำมัน
สำหรับคนกลุ่มนี้ ‘การเคลื่อนที่’ คือรายได้รายวัน แต่ทันทีที่ไม่สามารถเติมน้ำมันได้เพียงพอ รถออกไม่ได้ ของก็ไปไม่ถึงลูกค้า รายได้ในวันนั้นจึงหายไปทันทีโดยไม่มีทางเลือกอื่นมาทดแทน เราจึงเห็นข่าวที่ว่ารถพุ่มพวงหรือรถส่งของมีสินค้าเต็มคันรถ แต่ต้องจอดนิ่งอยู่กับที่เพราะไม่มีเชื้อเพลิงพอจะออกวิ่ง
สถานการณ์นี้ยังส่งผลไปถึงลูกค้าในชุมชน โดยเฉพาะในจังหวัดพื้นที่ห่างไกลที่พึ่งพารถพุ่มพวงเป็นแหล่งซื้อของหลัก เมื่อรถไม่มา นอกจากคนขายจะไม่มีรายได้ คนซื้อเองก็เข้าถึงสินค้าได้ยากขึ้นเช่นกัน
ส่วนกลุ่มคนขับรถบรรทุกขนส่งที่รายได้ผูกอยู่กับจำนวนรอบที่วิ่งได้ในแต่ละวัน ก็รับผลกระทบไปเต็มๆ ญาติของครอบครัวหนึ่งซึ่งทำอาชีพขับรถหกล้อรับจ้างขนส่งให้โรงงาน เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ปกติแล้วเขาจะได้รับเงินเป็นรอบ ยิ่งวิ่งได้มาก รายได้ก็ยิ่งมาก แต่ในช่วงที่ผ่านมาเขาต้องหยุดงานไปเกือบสัปดาห์เต็ม ไม่ใช่เพราะไม่มีงานแต่เพราะไม่กล้าออกไปวิ่ง
สาเหตุสำคัญคือข้อจำกัดในการเติมน้ำมันที่บางปั๊มให้เติมได้เพียง 200-500 บาทต่อครั้ง ทำให้หากรับงานหนึ่งเที่ยวเขาอาจต้องตระเวนหาปั๊มน้ำมันหลายแห่งตลอดเส้นทาง โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะมีน้ำมันให้เติมหรือไม่
ความเสี่ยงที่น้ำมันอาจหมดกลางทาง กลายเป็นต้นทุนที่แบกรับไม่ไหว การตัดสินใจ ‘หยุดวิ่ง’ จึงกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แม้จะหมายถึงการไม่มีรายได้เลยในช่วงนั้น และต้องหันไปหารายได้ทางอื่นแทน ด้วยการหันไปช่วยครอบครัวขายอาหารตามสั่ง ที่สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้น้อยกว่างานปกติที่เขาทำอยู่
แม้ล่าสุดจะเริ่มกลับมารับงานได้บ้างจากการอาศัยข้อมูลพิกัดปั๊มน้ำมันที่มีการแชร์กันในกลุ่มคนขับรถ แต่ความไม่แน่นอนก็ยังคงอยู่ ทำให้เขาต้องปรับตัวด้วยการนำรถจักรยานยนต์ขึ้นไปบนรถบรรทุกทุกครั้งที่ออกงาน เพื่ออย่างน้อย หากน้ำมันหมดระหว่างทางเขายังมีทางกลับบ้าน
‘ความเสี่ยงทางรายได้’ ที่รอไม่ได้ของเกษตรกร
สำหรับกลุ่มเกษตรกร เราอาจจะเห็นการโต้เถียงกันตามโซเชียลมีเดีย ที่ผู้คนบางส่วนมองว่าภาพชาวไร่ชาวสวนที่ไปนอนรอเติมน้ำมันอยู่หน้าปั๊ม หรือเอาถังแกลลอนใส่มารอเติมเต็มท้ายรถกระบะ คือการกักตุนน้ำมันเกินพอดี
แต่ถ้าดูอีกมุมหนึ่ง น้ำมันคือหนึ่งในตัวกำหนดจังหวะชีวิตของเกษตรกร พวกเขาต้องใช้น้ำมันจำนวนมากไปเติมรถไถ รถเกี่ยวข้าว เครื่องยนต์ทางเกษตรกรรมต่างๆ เพื่อเริ่มต้นปลูกผลผลิตไปจนถึงการเก็บเกี่ยว หากเริ่มปลูกพืชผลช้าเกินกำหนดเพราะไม่มีน้ำมันมาเติมรถไถ หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันจนเน่าเสียคาต้น รายได้ทั้งหมดของพวกเขาที่ลงทุนลงแรงไปกับค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่าปุ๋ย จะเท่ากับศูนย์ในทันที
เกษตรกรที่ต้องต่อคิวรอเติมน้ำมันจึงอาจไม่ใช่แค่ความต้องการกักตุนน้ำมันอย่างที่คิด แต่เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถรอได้ เพราะถ้าไม่มีน้ำมันไปทำงานของตัวเอง พวกเขาเสี่ยงจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอยู่ในวงจรหนี้ไม่รู้จบ
เรื่องนี้ส่งผลกระทบไปออกจากไร่นาไปยังแรงงานรายวันด้วยเช่นกัน ผู้ประกอบการในฟาร์มผักออแกนิกรายหนึ่ง เล่าให้ THE STANDARD ฟังว่า ด้วยราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นหลายอย่าง ทั้งน้ำมัน ปุ๋ย ถุงพลาสติกใส่สินค้าที่ตอนนี้หาซื้อแทบไม่ได้แล้วเพราะโรงงานผลิตได้น้อยลง รวมถึงคนทำมาค้าขายพากันซื้อกักตุนไว้ก่อน พอในฟาร์มมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่งานในฟาร์มน้อยลง ขายสินค้าได้น้อยลง จึงจำใจต้องเลิกจ้างพนักงานรายวันในฟาร์มด้วยเหมือนกัน
แรงงานรายวัน ไม่มีน้ำมัน = ไม่มีงาน
สำหรับแรงงานรับจ้างรายวันจำนวนมาก น้ำมันไม่ใช่แค่ต้นทุนแต่คือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พวกเขาออกไปหาเงิน เช่นคนรับจ้างตัดหญ้าที่ต้องใช้น้ำมันมาเติมเครื่องตัดหญ้าเพื่อรับงาน ที่อาจจะรับงานไว้แล้ว แต่พอหาน้ำมันมาเติมไม่ได้ก็ต้องยกเลิกงานในวันนั้น รายได้ที่ควรจะได้ก็กลายเป็นศูนย์
หรือแรงงานก่อสร้างจำนวนมากที่เป็นแรงงานรายวัน มีหลายคนถูกเลิกจ้างเพราะไซต์ก่อสร้างทำงานช้าลงเพราะไม่มีน้ำมันมาเติมรถขุด รถปูน และรถขนวัสดุ ไปจนถึงแรงงานรายวันในภาคเกษตรกรที่ถูกเลิกจ้างด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้รุนแรงขึ้นคือคนกลุ่มนี้ไม่มีเงินเดือนประจำ และไม่มีเงินเก็บมากพอจะรองรับในวันที่ตัวเองไม่ได้ทำงาน รายได้ของพวกเขาผูกอยู่กับงานในวันนั้น และวิกฤตน้ำมันไม่ได้กระทบแค่ต้นทุนของผู้ประกอบการหรือความล่าช้าของงาน แต่กำลังกระทบถึงรายได้ของคนตัวเล็กในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พนักงานภาคอุตสาหกรรมถูกปรับลดเงินเดือนทันที
ภาคอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน เมื่อการขนส่งไม่สามารถทำได้เหมือนอย่างปกติ รถบรรทุกสินค้าหลายสิบคันต้องหยุดวิ่งกะทันหันเพราะหาน้ำมันมาเติมไม่ได้ วัตถุดิบจำนวนมากจึงไม่สามารถส่งไปถึงโรงงานได้ตามปกติ
ผู้ได้รับผลกระทบรายหนึ่งเล่าให้ทีมข่าว THE STANDARD ฟังว่า โรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งหนึ่งออกประกาศลดกำลังการผลิตลง เพราะไม่มีวัตถุดิบมาทำสินค้า และมันส่งผลต่อชั่วโมงการทำงานของพนักงานที่ถูกลดลง จากเดิมทำงาน 5 วัน ตอนนี้เหลือเพียง 3 วัน พอเวลาทำงานน้อยลง บริษัทก็ขอปรับเงินเดือนใหม่ด้วยการจ่ายแค่ครึ่งเดียวของเงินเดือนทั้งหมด
ภาคธุรกิจขาดรายได้อย่างหนัก เช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือนที่ถูกปรับลดเงิน ในขณะที่รายจ่ายของคนทำงานทั้งค่ากินอยู่ ค่าบ้าน ค่าน้ำมัน หรือหนี้สินต่างๆ ยังเท่าเดิม
สภาพการณ์ทั้งหมดทำให้เห็นว่าตอนนี้วิกฤตน้ำมันไม่ได้กระทบแค่ระบบเศรษฐกิจในภาพใหญ่ แต่กำลังกระทบความสามารถในการหาเลี้ยงชีพของคนไทยจำนวนมากไปพร้อมกัน ตั้งแต่เกษตรกรที่ต้องแข่งกับเวลา แรงงานที่รายได้ผูกกับงานในแต่ละวัน ไปจนถึงพนักงานโรงงานที่ต้องหยุดงาน ทุกคนกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบเดียวกันคือรายได้ที่ไม่แน่นอน ในขณะที่รายจ่ายยังคงเดิม
และยิ่งในประเทศไทยที่หลายคนไม่มีเงินสำรองเพียงพอต่อการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การหยุดงานโดยไม่เต็มใจเพียงไม่กี่วันอาจหมายถึงผลกระทบที่ยาวนานกว่าที่คิด


