วานนี้ (12 เมษายน) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีเหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีการนำรถยนต์ของทางราชการสังกัด กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส ส่วนหน้า ไปใช้ในการก่อเหตุ โดยรถยนต์คันดังกล่าวถูกกำหนดให้ใช้ในภารกิจธุรการภายในหน่วยและต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตามระเบียบ กอ.รมน. ว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2553 อย่างเคร่งครัด
ซึ่งระเบียบระบุชัดเจนว่าการใช้รถต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจตามลำดับชั้น และต้องมีการบันทึกการใช้งานอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนข้อเท็จจริงพบว่า นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ ผู้รับผิดชอบดูแลยานพาหนะของหน่วย ได้อนุญาตให้ เรือเอก วิโรจน์ เกตุมณี ยืมรถยนต์ราชการไปใช้ในลักษณะส่วนตัวถึง 3 ครั้งก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ขาดการจัดทำเอกสารขออนุญาต ไม่ระบุภารกิจ เวลา และสถานที่ใช้งาน รวมถึงไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามสายการบังคับบัญชา
ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของทางราชการอย่างร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวนจึงมีมติว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดในหลายมิติ เริ่มจากความผิดทางแพ่งที่ถือเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ในส่วนของความผิดทางวินัย การกระทำนี้เข้าข่ายความผิดวินัยร้ายแรงฐานละเลยต่อหน้าที่ราชการและกระทำการโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทางราชการ ขณะนี้ทางหน่วยได้ดำเนินการส่งตัวเจ้าหน้าที่ทั้งสองนายกลับต้นสังกัด พร้อมเสนอให้สอบสวนทางวินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2457 ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
สำหรับความผิดทางอาญานั้น แบ่งออกเป็นสองส่วนสำคัญ คือ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบยิงซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งทาง กอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
ทางด้าน พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกมายืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิใช่นโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน. แต่อย่างใด
พร้อมกันนี้ได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลทรัพย์สินของทางราชการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก ทั้งนี้ กอ.รมน. ขอยืนยันว่าจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดและไม่ละเว้นต่อผู้กระทำความผิดในทุกกรณี พร้อมให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาวินัย มาตรฐานของหน่วยงาน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน


