กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนยันว่า โครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานสำคัญในประเทศเพื่อนบ้านอ่าวเปอร์เซีย คือ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ล้วนกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงและถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่เมื่อวันพุธ (18 มีนาคม) อิสราเอลได้ทำการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่อิหร่านและกาตาร์ใช้ร่วมกัน และถือเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน
โดยเป้าหมายในทั้งสามประเทศ มีทั้งโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี และแหล่งก๊าซสำคัญ ได้แก่
- โรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟ (SAMREF Refinery) – ซาอุดีอาระเบีย
- โรงงานปิโตรเคมีจูบาอิล (Jubail Petrochemical Complex) – ซาอุดีอาระเบีย
- แหล่งก๊าซอัลฮอสน์ (Al Hosn Gas Field) – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- โรงงานปิโตรเคมีเมไซอีด (Mesaieed Petrochemical Complex) – กาตาร์
- บริษัทเมไซอีด โฮลดิง (Mesaieed Holding Company) – กาตาร์
- โรงกลั่นราสลาฟฟาน (Ras Laffan Refinery) – กาตาร์
จุดแรกที่ถูกโจมตีภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการโจมตีเซาท์พาร์ส คือนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน ในกาตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ใหญ่ที่สุดในโลก โดย QatarEnergy เปิดเผยว่า โรงแยกก๊าซ LNG ถูกโจมตี 2 แห่งจากทั้งหมด 14 แห่ง รวมถึงโรงงานแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว (GTL) อีก 1 แห่งและชี้ว่า การโจมตีของอิหร่าน ทำให้กำลังผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติลงถึง 17% ซึ่งเป็นความเสียหายระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และอาจทำให้กำลังการผลิต LNG หายไป 12.8 ล้านตันต่อปี และสูญเสียรายได้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี โดยอาจใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 3-5 ปี
อีกจุดคือโรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟ ในเมืองยันบู (Yanbu) ชายฝั่งทะเลแดง ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่ภายใต้การร่วมทุนของ Saudi Aramco ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย และ Exxon Mobil บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ ก็ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเช่นกัน ซึ่งคาดว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง แต่อาจเป็นการส่งคำขู่ที่น่ากลัวของอิหร่าน เนื่องจากพื้นที่นี้ คือทางออกเดียวของซาอุดีอาระเบียในการส่งออกน้ำมันดิบสู่ทะเลแดง โดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ Aditya Saraswat นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา Rystad Energy ชี้ว่า จนถึงขณะนี้ อิหร่านได้ดำเนินการตามโจมตีตามเป้าหมายที่ได้ประกาศไว้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ภัยคุกคามจากอิหร่านต่อแหล่งพลังงานต่างๆ มีความเป็นไปได้สูง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามแหล่งพลังงานก็ปรากฎชัดเจน โดยราคาก๊าซมาตรฐานของยุโรปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 30% ในช่วงเริ่มต้นของการซื้อขายวันนี้ (20 มีนาคม) ซึ่งสูงกว่าราคาก่อนเกิดวิกฤตเป็นสองเท่า และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์
อ้างอิง:


