รัฐบาล 7 ประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และแคนาดา ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยประณามอิหร่านว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้เรือสามารถผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย
แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มประเทศดังกล่าว “ขอประณามอย่างรุนแรงที่สุด” ต่อการกระทำของอิหร่าน ทั้งการโจมตีเรือพาณิชย์ที่ไม่มีอาวุธในอ่าว การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน เช่น โรงงานน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย
“เราขอเรียกร้องให้อิหร่านยุติการข่มขู่ การวางทุ่นระเบิด การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ รวมถึงความพยายามอื่นใดในการขัดขวางการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในช่องแคบทันที” แถลงการณ์ระบุ พร้อมย้ำให้อิหร่านปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 2817
ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานโลก
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลก เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ การเคลื่อนไหวของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการคุกคามเรือสินค้า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และการวางทุ่นระเบิด สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกทันที
นักวิเคราะห์มองว่า การปิดช่องแคบและการโจมตีแหล่งก๊าซและน้ำมันเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งสำคัญในภูมิภาค ซึ่งมีฉากหลังจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่ลุกลาม และดึงสหรัฐฯ เข้าร่วม
หวั่นกระทบทั้งโลก โดยเฉพาะประเทศเปราะบาง
ในแถลงการณ์ 7 ประเทศเตือนว่า การกระทำของอิหร่านจะสร้างผลกระทบผู้คนทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด เนื่องจากราคาพลังงานที่ผันผวนมีแนวโน้มส่งผลต่อค่าครองชีพ ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังชี้ว่า การแทรกแซงการเดินเรือระหว่างประเทศและการทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกหยุดชะงัก “ถือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”
ดันมาตรการพลังงาน-เตรียมคุ้มกันการเดินเรือ
ในเชิงนโยบาย กลุ่มประเทศดังกล่าวสนับสนุนการตัดสินใจของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่อนุมัติการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาพลังงาน
พร้อมกันนี้ กลุ่มประเทศดังกล่าวยังส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การประสานกับประเทศผู้ผลิตเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความปลอดภัย
“เราพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในความพยายามที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบจะเป็นเส้นทางที่ปลอดภัย” แถลงการณ์ระบุ
ขณะเดียวกัน 7 ชาติระบุด้วยว่า จะให้ความช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางของสหประชาชาติ
เรียกร้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุด กลุ่มประเทศดังกล่าวย้ำว่า เสรีภาพในการเดินเรือเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงสำคัญของโลก ที่ไม่เพียงสะท้อนความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก


