×

‘ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน’ จับตาอิสราเอล-อิหร่าน โจมตีแหล่งก๊าซ-น้ำมัน ยกระดับสงครามสู่เฟสใหม่

19.03.2026
  • LOADING...
ข้อความบนภาพ 'ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน' จับตาสงครามอิหร่าน ยกระดับสู่เฟสใหม่

กรณีอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่อิหร่านและกาตาร์ใช้ร่วมกัน และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน เปรียบเสมือนการปักมีดเข้าไปที่หัวใจ และกลายเป็นชนวนทำให้อิหร่าน ตัดสินใจตอบโต้อย่างเดือดดาล ด้วยการโจมตีไปยังศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งก๊าซและน้ำมันในหลายประเทศอ่าวเปอร์เซีย

 

จุดที่ถูกโจมตีอย่างหนัก คือนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน (Ras Laffan) แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่สุดในโลกของกาตาร์ ที่ผลิตก๊าซ LNG ประมาณ 20% ของปริมาณการผลิตทั่วโลก ซึ่งขีปนาวุธอิหร่าน ก่อให้เกิดความเสียหายและไฟไหม้อย่างรุนแรง

 

นอกจากนี้ อิหร่านยังยิงขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง ในกรุงริยาด ของซาอุดีอาระเบีย และโรงงานผลิตก๊าซฮับชาน (Habshan) และแหล่งน้ำมันบาบ (Bab) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ทางการของทั้งสองประเทศสามารถสกัดไว้ได้

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิสราเอลและอิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่นโรงกลั่นหรือคลังน้ำมันมาแล้วหลายครั้ง

 

แต่การโจมตีที่ปะทุขึ้นวานนี้ เพิ่มความเป็นไปได้ที่หลังจากนี้ สงครามอาจเข้าสู่เฟสใหม่ และจะมีการตอบโต้กันไปมาโดยมีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นตัวประกัน ซึ่งจะยิ่งส่งผลซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน หลังจากที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซไปก่อนหน้านี้

 

ประเทศอ่าวจะสู้กลับอิหร่านหรือไม่?

 

คำถามสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองคือ กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะหันไปตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหรือไม่ ซึ่งอาจยิ่งผลักให้สงครามขยายวงกว้างรุนแรงมากขึ้นอีก

 

หลังถูกโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน รัฐบาลกาตาร์ได้ประณามการโจมตีของอิหร่านว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตรายและเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ และสั่งขับนักการทูตอิหร่านบางส่วน รวมถึงผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและผู้ช่วยทูตฝ่ายความมั่นคง โดยให้เวลา 24 ชั่วโมงในการเดินทางออกจากประเทศ

 

ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี (Sheikh Tamim bin Hamad Al Thani) เจ้าผู้ครองนครกาตาร์ ได้สนทนากับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสในวันพฤหัสบดี โดยสำนักงานของเจ้าผู้ครองนครกาตาร์แถลงในภายหลังว่า ผู้นำทั้งสองเห็นว่าการโจมตีของอิหร่าน “เป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย ซึ่งคุกคามความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค และบ่อนทำลายความมั่นคงของแหล่งพลังงานโลก”

 

ขณะที่เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด (Faisal bin Farhan Al Saud) รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ประกาศสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้การโจมตีของอิหร่านหากจำเป็น และเตือนอิหร่านว่า “ความอดทนต่อการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียนั้นมีขีดจำกัด” พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเตหะราน “ทบทวน” กลยุทธ์ของตนโดยทันที

 

ทรัมป์รู้แผนโจมตีของอิสราเอลล่วงหน้า

 

Wall Street Journal รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์โจมตีที่เกิดขึ้น ว่าการที่อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส เพราะมีเป้าหมายที่จะตัดแหล่งรายได้สำคัญของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งรับผิดชอบภารกิจสู้รบและปกป้องระบอบการปกครองของอิหร่านจากภัยคุกคาม

 

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อเมริกันและอิสราเอล เผยว่า สหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ให้คำมั่นว่าจะควบคุมการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน ได้รับแจ้งแผนการดังกล่าวล่วงหน้าและไม่มีปัญหาใดๆ อีกทั้งยังเป็นผู้อนุมัติการโจมตีครั้งนี้ เพื่อกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขัดแย้งกับท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ทราบมาก่อนว่าอิสราเอลจะทำการโจมตีแหล่งก๊าซของอิหร่านครั้งนี้

 

โดยทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social หลังจากอิหร่านทำการโจมตีแหล่งพลังงานในประเทศอ่าวเปอร์เซีย โดยชี้ว่าการที่อิหร่านโจมตีแหล่งก๊าซ LNG ของกาตาร์ “ไม่เป็นธรรมและไร้เหตุผล”

 

ขณะที่เขายังขู่ว่า หากอิหร่านโจมตีกาตาร์อีกครั้ง สหรัฐฯ จะ “ระเบิดแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สทั้งหมดอย่างรุนแรง และทรงพลังอย่างที่อิหร่านไม่เคยเห็นหรือพบเจอมาก่อน” และให้คำยืนยันว่า “อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่านอีก เว้นแต่อิหร่านจะตัดสินใจโจมตีประเทศผู้บริสุทธิ์อื่นๆ”

 

IRGC เตือนทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันอ่าวเปอร์เซีย

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศคำเตือนว่า อิหร่านจะทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย หากแหล่งอุตสาหกรรมพลังงานของตนถูกโจมตีอีกครั้ง

 

โดย IRGC ยืนยันว่า โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี และแหล่งก๊าซ ทั้งในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ล้วนกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงและถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ขณะที่ก่อนหน้านี้ ยังมีการระบุรายชื่อโรงกลั่นน้ำมันและแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญในภูมิภาคซึ่งตกเป็นเป้าหมาย ได้แก่

 

  • โรงกลั่นน้ำมันซัมเรฟ (Samref Refinery) – ซาอุดีอาระเบีย
  • โรงงานปิโตรเคมีจูบาอิล (Jubail Petrochemical Complex) – ซาอุดีอาระเบีย
  • แหล่งก๊าซอัลฮอสน์ (Al Hosn Gas Field) – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  • โรงงานปิโตรเคมีเมไซอีด (Mesaieed Petrochemical Complex) – กาตาร์
  • บริษัทเมไซอีด โฮลดิง (Mesaieed Holding Company) – กาตาร์
  • โรงกลั่นราสลาฟฟาน (Ras Laffan Refinery) – กาตาร์

 

โดยเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลแหล่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเผยว่า ผู้ประกอบการบริษัทพลังงานหลายราย ได้เริ่มอพยพคนออกจากสถานที่เป้าหมายที่อยู่ในรายชื่อแล้วเพื่อป้องกันอันตราย

 

หวั่นสงครามเฟสใหม่ ฉุดวิกฤตพลังงานเลวร้าย

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนจากการโจมตีแหล่งก๊าซในอิหร่าน และการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ดีดตัวพุ่งสูงกว่า 110 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นแตะ 114 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (19 มีนาคม)

 

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยง ที่อิหร่านอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียมากขึ้นอีก ซึ่งอาจยิ่งทำให้วิกฤตอุปทาน จากการที่ปริมาณน้ำมันทั่วโลกหายไปหลายล้านบาร์เรล เลวร้ายลงไปอีก

 

ขณะที่ มาร์ติน ซีเนียร์ หัวหน้าฝ่ายกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ Argus Media ชี้ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกิดขึ้น จะสร้าง ‘ผลกระทบด้านพลังงานระดับใหม่’ ซึ่งอาจใช้เวลาในการซ่อมแซมความเสียหายที่ยาวนานแม้สงครามจะจบลงแล้วก็ตาม

 

ข้อความบนภาพ 'ไฟสงครามลามแหล่งพลังงาน' จับตาสงครามอิหร่าน ยกระดับสู่เฟสใหม่ 1

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising