ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก โดยมีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการค้าขายน้ำมันระดับสากล
บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานประจำทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า ตลาดน้ำมันมักมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเหล่านักลงทุนกำลังประเมินภัยคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป
แมคนัลลี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์วิกฤตของจริง” พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการในเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาตะวันออก (ET) เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงปัจจัยความเสี่ยง
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%
แมคนัลลีมองว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการทำให้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเขาย้ำว่าตลาดยังไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลเตหะรานมีคลังทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้จำนวนมากที่สามารถขัดขวางการสัญจรในน่านน้ำดังกล่าวได้อย่างรุนแรง
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดย 75% ของจำนวนดังกล่าวถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึงกึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด
“การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว
แมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler เปิดเผยว่า ในวันนี้มีการโหลดน้ำมันดิบเพื่อการส่งออกในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ โดยเริ่มมีการสังเกตพบเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว
แมคนัลลีระบุเสริมว่า กำลังการผลิตน้ำมันส่วนสำรองของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้หากเกิดการปิดเส้นทาง เท่ากับเป็นการตัดขาดอุปทานจากตลาดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้และไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้
“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง คุณจะได้เห็นสงครามการประมูลราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมคนัลลีกล่าว
นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ความต้องการใช้ลดลงจนตลาดกลับเข้าสู่สมดุล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ
แมคนัลลีกล่าวว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงได้ โดยซาอุดีอาระเบียมีท่อขนส่งน้ำมันที่พาดผ่านประเทศจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกติดทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อขนส่งที่ไปสิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งสามารถข้ามช่องแคบฮอร์มุซไปได้
รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่ง ทอม โคลซา ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors มองว่าการโจมตีเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
“การที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนปัจจัยการคำนวณความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงของการโจมตีสร้างแรงกดดันต่อบริษัทประกันภัยให้ต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้” โคลซากล่าว
เควิน บุค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners ให้ความเห็นว่า รัฐบาลของทรัมป์อาจพิจารณาการระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล
“แต่เราขอย้ำอีกครั้งว่า ในวิกฤตด้านอุปทาน ระยะเวลาของเหตุการณ์คือตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับขนาดของปัญหา” บุคระบุในรายงานฉบับวันเสาร์
“วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ อาจรุนแรงเกินกว่าที่น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด”
อ้างอิง

