×

การโจมตีอิหร่าน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดน้ำมันอย่างไร?

01.03.2026
  • LOADING...
แผนที่แสดงเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลในตะวันออกกลาง โดยเน้นช่องแคบฮอร์มุซและประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) โดยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการจัดหาน้ำมันดิบครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

 

อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปก โดยมีกำลังการผลิตกว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งอยู่ขนานกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลกสำหรับการค้าขายน้ำมันระดับสากล

 

บ็อบ แมคนัลลี อดีตที่ปรึกษาด้านพลังงานประจำทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระบุว่า ตลาดน้ำมันมักมองข้ามความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านอุปทานในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยชี้ว่าเหล่านักลงทุนกำลังประเมินภัยคุกคามจากการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ำเกินไป

 

แมคนัลลี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและผู้ก่อตั้ง Rapidan Energy กล่าวว่า “นี่คือสถานการณ์วิกฤตของจริง” พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบล่วงหน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 5 ถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อตลาดเปิดทำการในเย็นวันอาทิตย์ตามเวลาตะวันออก (ET) เนื่องจากตลาดเริ่มรับรู้ถึงปัจจัยความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 72.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 1.73 ดอลลาร์ หรือ 2.45% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปิดที่ 67.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 2.78%

 

แมคนัลลีมองว่า อิหร่านอาจพยายามข่มขู่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยการทำให้เส้นทางช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเขาย้ำว่าตลาดยังไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลเตหะรานมีคลังทุ่นระเบิดและขีปนาวุธพิสัยใกล้จำนวนมากที่สามารถขัดขวางการสัญจรในน่านน้ำดังกล่าวได้อย่างรุนแรง

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Kpler ระบุว่า ในปี 2025 มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้มากกว่า 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลทั่วโลก โดย 75% ของจำนวนดังกล่าวถูกส่งไปยังจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึงกึ่งหนึ่งของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

 

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างแน่นอน” แมคนัลลีกล่าว

 

แมตต์ สมิธ นักวิเคราะห์น้ำมันจาก Kpler เปิดเผยว่า ในวันนี้มีการโหลดน้ำมันดิบเพื่อการส่งออกในอ่าวเปอร์เซียมากกว่า 20 ล้านบาร์เรล จากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ โดยเริ่มมีการสังเกตพบเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงการผ่านช่องแคบดังกล่าวแล้ว

 

แมคนัลลีระบุเสริมว่า กำลังการผลิตน้ำมันส่วนสำรองของโลกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งจะไม่สามารถส่งออกผ่านช่องแคบได้หากเกิดการปิดเส้นทาง เท่ากับเป็นการตัดขาดอุปทานจากตลาดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ ประมาณ 20% ของการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกาตาร์ ก็ต้องผ่านเส้นทางนี้และไม่มีแหล่งอื่นมาทดแทนได้

 

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ เมื่อพวกเขาตระหนักว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง คุณจะได้เห็นสงครามการประมูลราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” แมคนัลลีกล่าว

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้ความต้องการใช้ลดลงจนตลาดกลับเข้าสู่สมดุล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในตลาดไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ

 

แมคนัลลีกล่าวว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นของน้ำมันดิบที่ไหลผ่านช่องแคบซึ่งจะสามารถเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงได้ โดยซาอุดีอาระเบียมีท่อขนส่งน้ำมันที่พาดผ่านประเทศจากชายฝั่งตะวันออกไปยังชายฝั่งตะวันตกติดทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีท่อขนส่งที่ไปสิ้นสุดที่อ่าวโอมาน ซึ่งสามารถข้ามช่องแคบฮอร์มุซไปได้

 

รายงานจากสื่อของรัฐระบุว่า อิหร่านได้เริ่มยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ซึ่ง ทอม โคลซา ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านน้ำมันและก๊าซ Kloza Advisors มองว่าการโจมตีเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

“การที่อิหร่านโจมตีประเทศเพื่อนบ้านรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนปัจจัยการคำนวณความเสี่ยงไปอย่างสิ้นเชิง ความรุนแรงของการโจมตีสร้างแรงกดดันต่อบริษัทประกันภัยให้ต้องปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้” โคลซากล่าว

 

เควิน บุค กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ ClearView Energy Partners ให้ความเห็นว่า รัฐบาลของทรัมป์อาจพิจารณาการระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าปัจจุบันมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ประมาณ 415 ล้านบาร์เรล

 

“แต่เราขอย้ำอีกครั้งว่า ในวิกฤตด้านอุปทาน ระยะเวลาของเหตุการณ์คือตัวแปรสำคัญ เช่นเดียวกับขนาดของปัญหา” บุคระบุในรายงานฉบับวันเสาร์

 

“วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ อาจรุนแรงเกินกว่าที่น้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด”

 

อ้างอิง

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories