วันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ที่อาคารรัฐสภา มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะตัวแทนรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้ (27 กุมภาพันธ์)
มนพรเผยว่า วันนี้ได้มีการหารือกันระหว่างวิปฝ่ายค้านและรัฐบาลแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีกี่คน แต่ก็ได้กำหนดกรอบเวลาคร่าวๆ ว่าจะใช้เวลาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม ระหว่างวันที่ 24-28 มีนาคม และหลังจากนี้จะมาพิจารณาและกำหนดวันอีกครั้งว่าต้องใช้เวลาเท่าใด
ส่วนที่ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย 5 วันนั้น มนพรยอมรับว่า แม้จะไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ แต่ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ไม่เคยขออภิปรายถึง 5 วัน แต่ทั้งหมดก็ต้องหารือกัน โดยต้องดูจำนวนผู้ที่ถูกอภิปราย ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนพร้อมจะตอบข้อซักถามของฝ่ายค้าน
“พรรคร่วมรัฐบาลได้มีการตกลงกันแล้วว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน จะต้องนำไปสู่การลงมติด้วยความเป็นหนึ่งของรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังแน่นปึก” มนพรระบุ
จ่อถกญัตติเพื่อไทยส่งศาลตีความการแก้รัฐธรรมนูญ
ในวันเดียวกัน วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยผลการหารือระหว่างวิป 3 ฝ่าย คือรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ว่าจะมีการนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 5 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น. โดยจะพิจารณา 4 เรื่อง คือ เรื่องรับรองพิธีการพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อตกลงการค้าอาเซียน-ฮ่องกง, ความตกลงด้วยข้อบังคับ ความปลอดภัยทางอาหารของอาเซียน, ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ .. พ.ศ. …. และร่างข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ฉบับที่ .. พ.ศ. ….
นอกจากนั้น ได้มีการนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งต่อไป ในวันที่ 17 มีนาคม 2568 เพื่อพิจารณาญัตติ ขอให้รัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. และ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เพื่อหาข้อยุติว่าที่ประชุมเห็นด้วยที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากเห็นด้วยก็จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติหรือไม่และทำกี่ครั้ง
ทั้งนี้ หากส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภาก็จะต้องชะลอการพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ซึ่งคิดว่าคงไม่ช้า แต่หากคำวินิจฉัยออกมาเมื่อไร รัฐสภาก็พร้อมที่จะเปิดประชุมเพื่อพิจารณา โดยพยายามจะให้เสร็จทันในสมัยประชุมนี้