×

จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห

19.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน

เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันกำลังดังมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขีดความสามารถในการอุดหนุนราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีจำกัดจากสถานะของกองทุนฯ ที่ยังติดลบต่อเนื่อง

 

ขณะที่ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มอาจเตรียมพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถึงขีดจำกัด

 

ทั้งนี้ ยังต้องจับตาดูต่อไปว่า กระทรวงการคลังจะออกแบบกลไก ‘การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ รอบนี้อย่างไร ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบางอย่างมาก เห็นได้จากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้ถึงระดับเพดานที่ 70% และมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่งจัดให้อยู่ระดับเชิงลบ (Negative)

 

เข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย ‘ภาษี’ ครองสัดส่วนกว่า 30%

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สนพ.) พบว่า ราคาน้ำมันดีเซลค้าปลีก 1 ลิตรที่หน้าปั๊ม ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 30.44 บาท ประกอบด้วย 8 ส่วนหลัก ได้แก่

 

1. ราคา ณ โรงกลั่น (ราคาเนื้อน้ำมัน) 39.44 บาท

 

2. ภาษีสรรพสามิต 6.92 บาท

 

3. ภาษีเทศบาล 0.69 บาท

 

4. กองทุนน้ำมันฯ -19.86 บาท

 

5. กองทุนอนุรักษ์ 0.05 บาท

 

(ราคาขายส่ง 27.24 บาท)

 

6. VAT ของราคาขายส่ง 1.91 บาท

 

(ราคาขายส่งรวม VAT 29.15 บาท)

 

7. ค่าการตลาด 1.21 บาท

 

8. VAT ของค่าการตลาด 0.08 บาท

 

(ราคาขายปลีกวันนี้จึงเท่ากับ 30.44 บาท)

 

จากโครงสร้างราคาน้ำมันจะเห็นว่า ภาษีต่างๆ (ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT) คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 32% ของราคาขายปลีก ขณะที่ภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวคิดเป็น 22.73% ของราคาขายปลีก ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 1

 

ลดภาษีสรรพสามิต ลดราคาหน้าปั๊มลงได้จริงหรือ?

 

ดังนั้น ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) อธิบายว่า การอุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตจะช่วยให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ หากไม่มีการปรับเพิ่มโครงสร้างราคาตัวอื่น เห็นได้จากช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นทำมาตรการทั้ง 2 อย่างไปพร้อมๆ ก็ช่วยลดราคาขายปลีกได้

 

‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลวันละเท่าไหร่?

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายต่อว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของไทยสูงถึงวันละประมาณ 70 ล้านลิตร ยังไม่รวมการชดเชยแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่ปัจจุบันรัฐบาลอุดหนุนอีกลิตรละ 8-9 บาท

 

“1 วันเราขายน้ำมันดีเซลประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าสมมุติเราชดเชยอยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตร คูณไปก็เท่ากับประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท เฉพาะดีเซลเท่านั้น ไม่นับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่เราชดเชยอีกลิตรละประมาณ 8-9 บาท ดังนั้นภาระของกองทุนน้ำมันฯ ค่อนข้างสูงมาก” ดร.พิพัฒน์

 

การใช้กลไก ‘ภาษีสรรพสามิต’ ทำให้รัฐสูญรายได้เท่าไหร่?

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า การลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณเดือนละ 2,800 ล้านบาท สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะขึ้นอยู่กับ ‘ขนาด’ และ ‘ระยะเวลา’ ที่ลด

 

“ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐเคยลดภาษีตั้งแต่ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลากว่า 1 ปี ทำให้สูญเสียรายได้ไปราว 1.5 – 1.7 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุลให้ดีระหว่างการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน กับความเสี่ยงที่การดูแลต้นทุนนี้จะทำให้หนี้สาธารณะแตะเพดานเร็วขึ้น” ณัฐพรกล่าว

 

ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของของกระทรวงการคลัง โดยในปีงบประมาณ 2568 ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้ลำดับที่ 4 รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันฯ ได้ถึง 243,667 ล้านบาท คิดเป็น 7.19% ของรายได้ที่กระทรวงการคลังจัดเก็บได้ทั้งหมดที่ 3,391,126 ล้านบาท

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 2ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 3

 

หากรัฐบาลไม่อุดหนุนราคาน้ำมัน เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร?

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุม ณัฐพรยังอธิบายถึงความเสี่ยง หากรัฐไม่ช่วยอุดหนุนแล้วปล่อยให้ราคาดีเซลลอยตัวตามจริง ซึ่งในบางวันอาจสูงถึงลิตรละเกือบ 50 บาทนั้น จะทำให้เกิดภาวะ Negative Supply Shock ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทันและล้มลง ซึ่งการไปฟื้นฟูเยียวยาในภายหลังอาจต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าการพยุงราคาในตอนนี้

 

“ถ้าเกิดช็อกในระยะสั้น ที่มาเร็วและแรงเกินไป ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทัน ธุรกิจก็อาจจะล้มลง โดยหากรัฐปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น การฟื้นฟูก็อาจจะใช้ต้นทุนมากกว่าได้” ณัฐพร

 

KResearch เปิดกลุ่มเป้าหมายที่รัฐควรช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

 

ดังนั้นณัฐพรจึงกล่าวต่อว่า เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของไทยที่ลดลงและฐานะการคลังของไทยที่มีความเปราะบางมากขึ้น หากรัฐบาลต้องการจะดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อก็ควรใช้มาตรการแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted) โดยควรต้องกำหนดทั้งวงเงินงบประมาณ ระยะเวลา และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

 

โดยณัฐพรมองว่า กลุ่มที่ควรได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับต้นๆ คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ และโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นต้นทุนพื้นฐานที่กระทบต่อค่าครองชีพ อาหาร และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดให้การอุดหนุนเป็นมาตรการชั่วคราว โดยอาจมีการประเมินสถานการณ์ทุกๆ 1-2 เดือน และกำหนดเงื่อนไข (Trigger) การยกเลิกให้ชัดเจน เช่น หากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงก็ให้ยกเลิกมาตรการ

 

รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม แต่เวลาก็ไม่รอ

 

ณัฐพรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังพอเป็นเครื่องมือที่ใช้พยุงราคาได้อยู่ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายและลากยาวเกินไป ลำพังเพียงกองทุนน้ำมันฯ อย่างเดียวก็อาจจะรับมือไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มอาจเผชิญกับข้อจำกัดเชิงกฎหมายได้ กระนั้นณัฐพรยังมองว่า การจะรอให้รัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งเสร็จสิ้นและมีอำนาจเต็มในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมก็ ‘อาจช้าเกินไป’

 

“สถานะของรัฐบาลปัจจุบันที่ยังไม่มีอำนาจเต็มถูกจำกัดโดยกฎหมายว่า การทำนโยบายจะต้องไม่สร้างภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป เว้นแต่จะมีการตีความได้ว่า เป็นเรื่องที่เร่งด่วนและจำเป็น”

 

“ถ้ารอให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ซึ่งคาดว่าจะเกิดในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคมอาจจะไม่ทัน (Too Late) เพราะสถานการณ์ตอนนี้งวดมากแล้ว โดยจุดวิกฤตอาจจะอยู่ในช่วงตอนนี้ถึงเดือนหน้า แล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซก็ค่อนข้างโน้มเอียงไปทางว่า ไม่น่าจะจบเร็ว” ณัฐพรกล่าว

 

KKP ย้ำนอกจากอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม ควรทยอยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไก

 

ดร.พิพัฒน์ ตอกย้ำว่า เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยมีจำกัด ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงมองว่า ไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่เราจะตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ขยับเลยได้

 

“การอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต ไม่ได้ต่างกัน เนื่องจากการลดภาษีทำให้รายได้ของรัฐหายไป ทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังเยอะขึ้น สุดท้ายหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นการตรึงราคาไม่ให้ส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก และไม่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการประหยัดพลังงานอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดี” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

พร้อมทั้งยืนยันต่อว่า นโยบายที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ รัฐควรทยอยปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวอย่างสมเหตุสมผลตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น รวมถึงการปรับการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังที่สูงเกินไปได้

 

KKP เปิดทางออกด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น-ยาว

 

นอกเหนือจากการใช้มาตรการอุดหนุนแล้ว ดร.พิพัฒน์ ยังแนะการรับมือกับความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันไทยเผชิญช็อกทั้งด้านราคาและด้านปริมาณ รัฐบาลต้องเร่งกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งพลังงาน เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเกินกว่าครึ่งหนึ่ง รัฐอาจต้องเจรจานำเข้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย รวมถึงปรับโครงสร้างของโรงกลั่นเพื่อบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เพื่อป้องกันการกักตุนพลังงาน ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงเลวร้ายลงไปอีก

 

สำหรับการปรับตัวในระยะกลางและระยะยาว ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มากเกินไป ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ และปัจจุบันรองรับความต้องการได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งพัฒนาและให้แรงจูงใจในการลงทุน พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ‘อย่างจริงจัง’ เพราะปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% ซึ่งยังตามหลังหลายประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานทดแทนเกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories