วันนี้ (19 มีนาคม) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตนำทองคำน้ำหนัก 246 บาท ไปติดสินบนเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการช่วยเหลือทางคดีให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ภายหลังถูกตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับคดีเว็บไซต์พนันออนไลน์เมื่อช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา
ล่าสุด กองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้ดำเนินการสอบปากคำ สรพงศ์ หนึ่งในผู้ต้องหาซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดซื้อทองคำ โดยพฤติการณ์ก่อนหน้านี้ สรพงศ์ได้ส่งเอกสารขอเลื่อนการเข้าพบตามหมายเรียกครั้งแรก ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ซึ่งผู้ต้องหาก็มีความพยายามจะขอเลื่อนอีกครั้ง แต่เมื่อผู้ต้องหามาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการแจ้งข้อหา ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน และทำการสอบปากคำก่อนจะปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานสอบสวน
ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงประเด็นว่าสรพงศ์กระทำการโดยความเต็มใจ หรือถูกข่มขู่บังคับให้ร่วมขบวนการนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกในสำนวน โดยระบุเพียงว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันทำเป็นขบวนการ
สำหรับการดำเนินคดีในภาพรวมนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ อธิบายว่า ได้มีการแยกสำนวนการสอบสวนออกเป็น 2 ชุดอย่างชัดเจน โดยชุดแรกเป็นกรณีของ เอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งสำนวนคดีได้ถูกส่งไปยังรัฐสภาและศาลฎีกาแล้ว พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ โดยมี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ในฐานะผู้ร้อง ได้นำพยานหลักฐานชุดเดียวกับที่ส่งให้ตำรวจไปยื่นต่อรัฐสภาก่อนหน้านี้
ส่วนสำนวนชุดที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาอีก 5 ราย ได้แก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล, สมบัติ (อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช.), สามารถ, สรพงศ์ และนายสุรสิทธิ์ นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการสอบสวนอย่างเต็มที่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว และถูกส่งกลับมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามมาตรา 61 วรรคสอง
โดยปัจจุบันสำนวนคดีชุดนี้มีความพร้อมเกือบสมบูรณ์ เหลือเพียงการตรวจทานรายละเอียดอีกเล็กน้อย และคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งให้อัยการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งทางตำรวจก็ยินดีหากศาลฎีกาจะมีการเรียกขอสำนวนชุดนี้ไปประกอบการพิจารณาด้วย
นอกจากนี้ เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงกรณีที่ทนายความของผู้ต้องหาได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเพื่อตอบโต้การทำงาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายยังมีขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม ทุกคนตระหนักดีถึงหน้าที่ในการสอบสวนคดีนี้ และรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้น ไม่ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ไปถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ท้ายที่สุดก็อาจถูกฟ้องอยู่ดี ทีมพนักงานสอบสวนจึงยึดมั่นในการทำงานด้วยความระมัดระวัง รัดกุม และดำเนินการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด


