หลายสำนักข่าวต่างประเทศ พากันรายงานข่าวของ เศรษฐา ทวีสิน อดีต CEO บริษัทอสังหารายใหญ่อย่างแสนสิริ ที่ได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย วานนี้ (22 สิงหาคม)
โดย CNN รายงานว่า การโหวตเลือกเศรษฐาของรัฐสภาไทย นำมาซึ่งการสิ้นสุดภาวะทางตันทางการเมือง หลังการเลือกตั้งที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ซึ่งการชนะโหวตเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเศรษฐา ในฐานะแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ผู้ก่อตั้งพรรคอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับประเทศครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี
นอกจากนี้ CNN ยังหยิบยกคำพูดของเศรษฐา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนของทักษิณ และมีความกระตือรือร้นที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทย อีกทั้งยังมีนโยบายส่งเสริมสิทธิของ LGBTQIA+ การแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ขจัดการทุจริต และทำให้ประเทศไทยกลับมาอยู่บนเวทีโลกอีกครั้ง
“ผมอยากเป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ เราจำเป็นต้องส่งเสริมกิจกรรมต่างประเทศจริงๆ เราต้องออกไปพูดคุยกับโลก เราต้องขายประเทศไทย ข้อดีของการลงทุนในประเทศไทยมีอะไรบ้าง? เรามีอะไรจะนำเสนอให้กับโลกนี้บ้าง” เศรษฐากล่าวกับ CNN พร้อมชี้ถึงสถานการณ์ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า
“ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี ในช่วง 5-8 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในอาการโคม่า คุณต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประชาชนกลับมายืนหยัดได้ และเริ่มเป็นผู้ที่สร้างเศรษฐกิจให้กับสังคมได้อีกครั้ง”
ด้านสำนักข่าว AP พาดหัวข่าวถึงผู้นำคนใหม่ของไทยว่าเป็น “มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ไม่ปกปิดมุมมองทางการเมือง” พร้อมทั้งระบุว่า นักการเมืองหน้าใหม่วัย 61 ปี ผู้มีความมั่นใจจากการเป็นนักธุรกิจมากประสบการณ์ จะเป็นผู้นำจากการผลักดันของพรรคเพื่อไทย ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เลวร้ายที่สุดของโลก
AP ชี้ว่า ก่อนที่เศรษฐาจะเริ่มต้นอาชีพทางการเมืองนั้น เขาเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเคยโพสต์ข้อความทางสังคมออนไลน์หลายข้อความ กล่าวหา พล.อ. ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรี ว่าล้มเหลวในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโควิด-19
และในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Forbes Thailand เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเผยแพร่เพียงไม่กี่วันก่อนที่เขาจะประกาศเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ เศรษฐากล่าวว่า “เขาเชื่อว่าธุรกิจขนาดใหญ่และบรรดามหาเศรษฐีควรมีส่วนร่วมกับสังคมมากขึ้นเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และบอกว่าเขา “ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศอื่นๆ”
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์นิตยสาร TIME รายงานข่าวการชนะโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยพาดหัวตั้งคำถามถึงสิ่งที่ต้องแลกมา
TIME ชี้ว่า การก้าวขึ้นสู่อำนาจของเศรษฐาไม่ใช่การเริ่มต้นยุคใหม่ของการเมืองไทย แต่เป็นการจับมือกันคว้าอำนาจจากพรรคเพื่อไทยและฝ่ายอนุรักษนิยม
ขณะที่การยืนยันว่าจะแปลความขัดแย้งให้เป็นฉันทมติของพรรคเพื่อไทยนั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเพื่อไทยเตรียมจะเข้ารับตำแหน่งรัฐบาลผสมร่วมกับอดีตศัตรู และทรยศต่อฐานเสียงส่วนใหญ่ของตนเอง ในขณะที่ความเดือดดาลจากฝ่ายต่อต้าน คือกลุ่มผู้สนับสนุนการเมืองหัวก้าวหน้าก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ด้าน ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักรัฐศาสตร์จาก ISEAS Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์ TIME ว่า “ความร่วมมือของพรรคเพื่อไทยกับพรรคที่ใกล้ชิดกับกองทัพนั้น เป็นการปิดประตูความร่วมมือในอนาคตกับพรรคก้าวไกล ในขณะที่จุดยืนของพรรคก็มัวหมองในสายตาของผู้ลงคะแนนฝ่ายเสรีนิยมและสนับสนุนประชาธิปไตย”
อ้างอิง:
- https://edition.cnn.com/2023/08/22/asia/thailand-new-prime-minister-srettha-thavisin-intl-hnk/index.html
- https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thai-property-mogul-srettha-thavisins-unlikely-rise-prime-minister-2023-08-22/
- https://time.com/6307115/thailand-prime-minister-srettha-thavisin-pheu-thai/