เสียงระฆังเตือนดังขึ้นจากธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อ Jerome Powell ประธาน Federal Reserve ออกโรงเตือนว่ามาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของรัฐบาล Trump จะกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและดึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เติบโตช้าลง พร้อมย้ำว่าผลกระทบอาจ ‘รุนแรงกว่าที่คาด’ ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ดิ่งหนักต่อเนื่องและกำลังปิดสัปดาห์แย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิดในปี 2020
“มาตรการภาษีจะมีผลกว้างขวางและรุนแรงเกินกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึงทั้งอัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นและอัตราการเติบโตที่จะชะลอตัวลง” Powell กล่าวในงานประชุมที่รัฐเวอร์จิเนียเมื่อวันศุกร์ (4 เม.ย.) ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าความเสี่ยงต่ออัตราการว่างงานกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาหลายเดือน
คำเตือนนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจาก Trump ประกาศนโยบายเก็บภาษีทั่วไปที่ 10% กับสินค้านำเข้าทั้งหมด และเพิ่มเป็นอัตราที่สูงกว่านั้นสำหรับประเทศคู่ค้าหลัก ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ของ Wall Street ร่วงหนักลงติดต่อกัน นำไปสู่ผลประกอบการรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 4 ปี
น่าสนใจว่าก่อนหน้าการแถลงของ Powell นั้น Trump ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า “ช่วงเวลานี้เหมาะที่สุดแล้วที่ Jerome Powell ประธาน Fed จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย” พร้อมระบุว่า “ลดอัตราดอกเบี้ยเถอะ Jerome และหยุดเล่นเกมการเมือง”
อย่างไรก็ตาม Powell ย้ำว่า Fed ไม่มีความจำเป็นต้อง ‘รีบร้อน’ ในการตัดสินใจปรับนโยบายการเงิน และส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ระดับปัจจุบันระหว่าง 4.25% ถึง 4.5% จนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของมาตรการภาษี
“อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะปรับตัวลดลง แต่ในชั่วโมงนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวทางที่เหมาะสมสำหรับนโยบายการเงินควรเป็นอย่างไร” เขากล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “ในขณะที่ภาษีมีแนวโน้มสูงที่จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้ออย่างน้อยก็ชั่วคราว แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าผลกระทบอาจยาวนานกว่าที่คาด”
Powell เน้นย้ำว่า ภารกิจของ Fed คือการ “ป้องกันไม่ให้การปรับขึ้นราคาสินค้าครั้งเดียวกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อระยะยาว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันในระยะสั้น แทนที่จะลดลงตามที่บางฝ่ายคาดหวัง
ตลาดการเงินกำลังปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นักลงทุนใน Wall Street ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยเพียงไม่กี่ครั้งในปีนี้ ได้เพิ่มการคาดการณ์เป็นห้าครั้ง นับตั้งแต่ Trump ประกาศมาตรการภาษีเมื่อวันพุธ (2 เม.ย.)
ภาคธุรกิจเองก็กำลังชะลอการลงทุนออกไป “มีการรอดูสถานการณ์เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงจากพวกเราด้วย” Powell กล่าวระหว่างช่วงถาม-ตอบ “และนั่นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำในช่วงความไม่แน่นอนนี้”
Kathy Bostjancic หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่ Nationwide กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “Fed อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เมื่อเงินเฟ้อกำลังจะเร่งตัวขึ้นและเศรษฐกิจกำลังจะชะลอตัวลง”
Fed มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาการจ้างงานให้อยู่ในระดับสูงสุดและดูแลเสถียรภาพของราคาสินค้า โดยตั้งเป้าหมายให้เงินเฟ้อประจำปีอยู่ที่ 2% Powell ยอมรับว่ามาตรการภาษีอาจทำให้เกิดการสูญเสียงานและผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองได้ยากยิ่งขึ้น “เป้าหมายทั้งสองกำลังขัดแย้งกัน หรืออาจกำลังจะเป็นเช่นนั้น” เขากล่าว
Powell ยังระบุว่า เศรษฐกิจและการจ้างงานโดยรวมยังคงแข็งแกร่งในเวลานี้ แต่เขาสังเกตเห็นว่าทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มมีมุมมองที่ไม่สู้ดีนักต่ออนาคต เขายังกล่าวอีกว่า แม้เงินเฟ้อได้ลดลงอย่างมากจากจุดพีคในปี 2022 แต่ในช่วงหลังนี้ อัตราเงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่คาดและยังห่างไกลจากเป้าหมาย 2% ที่ Fed ตั้งไว้
แม้จะมีภาพรวมที่ท้าทาย แต่ตัวเลขการจ้างงานล่าสุดยังคงให้ความหวัง โดยรัฐบาลรายงานว่าการจ้างงานเพิ่มขึ้น 228,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม แม้ว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.2% จาก 4.1%
ทั้งนี้ ควรตระหนักว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นการสำรวจกลางเดือนมีนาคม ก่อนที่จะรู้รายละเอียดของมาตรการภาษีใหม่ ดังนั้นยังไม่สะท้อนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้บริษัทต่างๆ ระมัดระวังการลงทุนและชะลอการจ้างงานในเดือนถัดไป
อ้างอิง: