ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นมากกว่าทางเลือกการเยียวยารักษาของผู้บริโภค เพราะเป็น “The Next Engine” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างภาคภูมิ
แต่การยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยทลายกำแพง และติดปีกผลิตภัณฑ์ไทยให้ไปไกลสู่สากล ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานระดับสากล
งาน FDA Forum 2026 ได้จัดการเสวนา “Thailand’s Next Engine : ปั้นเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจยั่งยืน” ที่เชิญชวนตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ มาพูดคุยกันถึงกลยุทธ์ที่จะพาเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่
- ภญ. สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ตัวแทนจากฝั่งผู้ควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย
- ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ตัวแทนจากหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย
- นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนภาคส่วนเอกชน
เวทีเสวนาดำเนินรายการโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน

ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพ: โอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ไทยไม่ควรละเลย
งานเสวนาเริ่มต้นด้วยการถามมุมมองภาพรวมตลาดเศรษฐกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพจากตัวแทนแต่ละท่าน ภญ. สุภัทรา บุญเสริม ชี้ว่าเทรนด์สุขภาพโลกกำลังเปลี่ยนทิศ ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงรุกและ Longevity บทบาทของ อย. จึงไม่หยุดอยู่แค่การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยสี่อย่างอาหารและยาอีกต่อไป แต่กำลังแปลงร่างสู่การเป็น “Coordinator และ Supporter” ด้วยการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ไทยในระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

ด้าน นาคาญ์ ระบุว่าไทยมีรากฐานตลาดสุขภาพที่แข็งแรง เพราะมีอาหารคุณภาพและวัตถุดิบชั้นดี แต่ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งจุดอ่อนของไทยคือการขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ขาดความสามารถในการผลิต Active Pharmaceutical Ingredient เองในประเทศ รวมถึงขาดการเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ดังนั้นไทยควรทลายอุปสรรคเหล่านี้เพื่อก้าวเป็นผู้นำการผลิตระดับโลก ซึ่งจะทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง
ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง มองว่าปัจจุบันไทยมีครบถ้วนทั้งโอกาส คนเก่ง และ Ecosystem ที่พร้อม แต่การผลักดันให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็น New Growth Engine ได้ ต้องการงานวิจัยมาขับเคลื่อน สกสว. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงาน ในการสร้างและพัฒนากำลังคน รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ก่อนส่งต่อให้อุตสาหกรรมนำสู่ตลาดโลก
กำแพงที่ต้องทลายเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยเติบโต
ภญ. สุภัทรา มองว่าความซับซ้อนของมาตรฐานในแต่ละตลาดคือความท้าทายใหญ่ เพราะสินค้าที่ผ่านการรับรองในไทยไม่ได้แปลว่าจะขายได้ทุกที่ในโลกโดยอัตโนมัติ แต่ละประเทศมีกฎ กติกา และมาตรฐานของตัวเอง การจะก้าวข้ามกำแพงเหล่านี้ได้ ผู้ประกอบการต้องผนวกนวัตกรรมจากการวิจัยเข้ากับความตั้งใจจริงในการยกระดับมาตรฐาน
ความมีประสิทธิภาพในการรับรองมาตรฐานก็เป็นความท้าทายที่ อย. เผชิญ เพื่อให้รับรองมาตรฐานได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว อย. จึงนำ AI มาช่วยคัดแยกเอกสาร รวมถึงทำ API เชื่อมโยงกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ
ศ.ดร.สมปอง แลกเปลี่ยนว่าจุดอ่อนของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูลอุตสาหกรรม ข้อมูลวิจัย และข้อมูลผู้ประกอบการที่ยื่นขอใบอนุญาต การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าหากันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง
นาคาญ์ชี้ว่า ความท้าทายคือการขยายสเกลการผลิตให้ใหญ่ขึ้น เพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก นาคาญ์ยกตัวอย่างโมเดลจีนที่ขยายผลงานวิจัยหนึ่งชิ้น ไปสู่โรงงานผลิตสารสกัดหลักพันแพง ทำให้สามารถส่งออกได้ในปริมาณมหาศาล ต่างจากไทยที่กระจายงานวิจัยลงทีละบริษัท ซึ่งวิธีแก้ไขปัญหาคือการคิดหาของที่ทำแล้วกระจายไปทั่วโลกได้ และการสร้างองค์ความรู้
สภาอุตสาหกรรมฯ จึงลงมือทำ Academy เพื่อเพิ่มศักยภาพตั้งแต่ระดับพนักงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI และ Robot หรือการจดทะเบียนบริษัทในต่างประเทศ ไปจนถึงการทำการตลาดต่างประเทศ

โมเดลความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน
สำหรับแนวทางที่จะทำให้ระบบนิเวศนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ภญ. สุภัทรา เผยว่า อย. เดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเป็นสมาชิก PIC/S (Pharmaceutical Inspection Co-operation Scheme) ที่การันตีว่าโรงงานยาไทยได้มาตรฐาน Tier 1 พร้อมขายในตลาดโลกได้ทันที และการเตรียมรับการประเมินจาก WHO ในระดับ Tier 3 และ Tier 4 ที่จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกันยังทำ MOA กับหลายประเทศเพื่อให้มาตรฐาน อย. ไทยได้รับการยอมรับเทียบเท่าสากล
ภายในประเทศ อย. ขยายเครือข่ายการทำงานออกไปถึง 70 กว่าจังหวัด ผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ควบคู่กับการเชื่อม API กับหน่วยงานภาครัฐ แหล่งทุนวิจัย ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ Ecosystem ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ
นาคาญ์เชื่อมั่นว่า “องค์ความรู้” คือหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อผู้ประกอบการรายย่อยมีเครื่องมือและความรู้ ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขัน สภาอุตสาหกรรมฯ จึงพยายามกระจายองค์ความรู้ผ่าน FTI Academy รวมถึงสนับสนุนการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกัน
ศ.ดร.สมปอง เห็นสอดคล้องกับ นาคาญ์ ว่าองค์ความรู้คือสิ่งสำคัญของการเติบโต พร้อมต่อยอดว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเกิดจากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้ ไม่ใช่แค่การส่งมอบองค์ความรู้ครั้งเดียวแล้วจบ เพราะฉะนั้นการร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิด Research and Innovation อย่างต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญ

ปิดท้าย ภญ. สุภัทรา ทิ้งท้ายว่าการพัฒนาคนคือรากฐานที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการส่งบุคลากรไปเรียนสาขาใหม่ๆ ตั้งแต่วิศวกรรมชีวการแพทย์ไปจนถึง Stem Cell และ Genetic Engineering เพื่อสร้างฐานความรู้ให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนั้นการคำนึงถึงมิติ SDG และการลด Carbon Emission ในกระบวนการผลิต ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะในยุคที่การส่งออกไม่ได้แค่ส่งสินค้า แต่ส่งความเชื่อมั่นของประเทศออกไปด้วย ทุกมิติจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน



