ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค.ศ. 2024 ตลาดยุโรปที่มีมูลค่าสูงถึง 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 แสนล้านบาท นับเป็นคู่ค้าใหญ่ลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
แต่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึงแล้ว ค.ศ. 2026 สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมาย ‘ESPR’ ในกลางปีนี้ พร้อมมาตรการห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออก บังคับให้ทุกชิ้นสินค้าต้องพิสูจน์ได้ว่าออกแบบมาอย่างยั่งยืนจริง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นโอกาสยกระดับธุรกิจไทย หรือจะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานมูลค่านับแสนล้านบาทกันแน่?
🟡 ESPR คืออะไร มหึมาพายุลูกใหม่แห่งวงการส่งออก
ที่ผ่านมา การทำสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อขายในยุโรปยังอยู่ในโหมดสมัครใจ เปิดช่องให้เกิด Greenwashing แบรนด์เคลมว่ารักษ์โลก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน
ทว่าเมื่อโลกเผชิญวิกฤตภูมิอากาศ สหภาพยุโรปจึงเดินเกมใหญ่ผ่าน European Green Deal ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกฎหมาย ESPR หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2024
นี่คือกฎหมายที่บังคับให้สินค้าออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ สินค้าต้องทนทาน ซ่อมได้ รีไซเคิลได้ และมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไปต้องมีพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อยร้อยละ 35 ภายในปี ค.ศ. 2030
กฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภทที่เป็นสินค้าทางกายภาพ ยกเว้นอาหาร ยา และสิ่งมีชีวิต โดยทยอยบังคับใช้ตามไทม์ไลน์ดังนี้
🔸 ปี ค.ศ. 2026 เริ่มใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ธุรกิจขนาดใหญ่จะถูกห้ามทำลายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไม่ออก
🔸 ปี ค.ศ. 2027 เริ่มบังคับใช้พาสปอร์ตแบตเตอรี่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และขยายไปยังกลุ่มสิ่งทอในช่วงเดือนกรกฎาคม
คำถามคือ สหภาพยุโรปจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเราปฏิบัติตามจริง คำตอบคือ ทุกสินค้าต้องมี DPP
🟡 Digital Product Passport หรือ DPP สำคัญอย่างไร
Digital Product Passport คือพาสปอร์ตดิจิทัลประจำตัวสินค้า เปรียบเสมือนสูติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามสินค้าได้ตั้งแต่เกิดจนถึงปลายทาง
ข้อมูลภายในต้องละเอียดระดับตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร มีสารเคมีที่น่ากังวลหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดต้องจัดเก็บในมาตรฐานเปิดระดับสากลอย่าง GS1 เพื่อให้ระบบอ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้
เมื่อสินค้าเข้าสู่ท่าเรือยุโรป ระบบศุลกากรจะตรวจสอบข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากไม่มี DPP สินค้าจะถูกปฏิเสธการนำเข้าในทันที และหากพบการให้ข้อมูลเท็จ โทษปรับอาจสูงถึงร้อยละ 4 ของรายได้รวมต่อปี พร้อมความเสี่ยงถูกแบนจากตลาดยุโรป
แปลว่านี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือข้อบังคับสำหรับคนอยากทำธุรกิจกับ EU
🟡 ธุรกิจไทย จะได้รับแรงกระแทกอย่างไรกับ ESPR
โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่คือระดับความพร้อม
ข้อมูลจาก Krungsri Research ชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียงราวร้อยละ 50 ที่สามารถรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ ขณะที่ SME กลุ่มเศรษฐกิจสีเขียวกว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ยังขาดความพร้อม
ปัญหาคือการมองไม่เห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ซัพพลายเออร์จำนวนมากยังใช้กระดาษหรือ Excel ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ เมื่อแบรนด์ระดับโลกถูกบีบด้วยกฎหมาย พวกเขาย่อมคัดกรองและตัดซัพพลายเออร์ที่ไม่มีระบบข้อมูลดิจิทัลรองรับ
ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 2 และ 3 จำนวน 1,756 ราย และโรงงานสิ่งทอกว่า 2,600 แห่ง ธุรกิจเหล่านี้กำลังอยู่บนความเสี่ยง หากถูกตัดออกจากห่วงโซ่โลก ความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท และกลุ่มสิ่งทอกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน การเตรียมตัวก็มีต้นทุน ค่าประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 180,000 บาทต่อครั้ง
🟡 ทางรอดของผู้ประกอบการไทย ปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤต
ทางรอดเริ่มจากการยอมรับความจริง และลงมือทำอย่างเป็นระบบ
ก้าวแรกคือทำ Supply Chain Mapping ไล่ย้อนข้อมูลตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 3 และ 4 เพื่อรวบรวมข้อมูลคาร์บอนและวัสดุรีไซเคิลให้ครบถ้วน
ก้าวต่อมาคือปรับระบบข้อมูลสู่มาตรฐานสากลอย่าง GS1 เพื่อให้เชื่อมต่อกับระบบยุโรปได้จริง
ข่าวดีคือผู้ประกอบการไม่ได้สู้ลำพัง โครงการ BDS ของ สสว. สนับสนุนเงินร่วมจ่ายร้อยละ 50 ถึง 80 วงเงินสูงสุด 200,000 บาท เพื่อช่วยค่าที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ BOI ก็มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป หากเราพร้อมเรื่อง DPP ก่อนใคร สิ่งนี้จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์
บทเรียนสำคัญคือ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน ใครมองเห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ก่อน เชื่อมระบบได้ก่อน และปรับตัวเร็วกว่า คนนั้นไม่เพียงแค่รอด แต่อาจกลายเป็นผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีโลกในวันที่เกมนี้เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ


