สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป (EU) บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับเงื่อนไขทางกฎหมายในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านระหว่างที่สหราชอาณาจักรดำเนินการแยกตัวออกจาก EU หรือ Brexit โดย EU จะเปิดทางให้สหราชอาณาจักรสามารถเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นได้ นับตั้งแต่เริ่ม Brexit อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มีนาคม 2019 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2020 ซึ่งเป็นกำหนดการที่กระบวนการ Brexit เสร็จสมบูรณ์
มิเชล บาร์นิเยร์ หัวหน้าคณะเจรจาฝ่าย EU แถลงว่า ข้อตกลงทางกฎหมายครั้งนี้นับเป็นย่างก้าวที่มั่นคง และจะทำให้กระบวนการ Brexit เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย ขณะที่เดวิด เดวิส รัฐมนตรีฝ่ายกิจการ Brexit ของอังกฤษกล่าวว่า การตกลงครั้งนี้จะปูทางไปสู่ความสัมพันธ์ที่จีรังระหว่างสองฝ่ายในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับพรมแดนไอร์แลนด์เหนือที่เจรจากันมานานยังไม่ได้ข้อสรุป
สำหรับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านรวม 21 เดือนนี้ รัฐบาลอังกฤษจะสามารถเจรจากับประเทศอื่นเพื่อทำข้อตกลงการค้าได้อย่างอิสระ โดยที่รัฐบาลอังกฤษสามารถลงนามในข้อตกลง เช่นเดียวกับรัฐสภาที่สามารถให้สัตยาบันรับรองเพื่อให้มีผลผูกพันได้ จากเดิมที่มีข้อกำหนดห้ามไม่ให้สหราชอาณาจักรเจรจากับประเทศอื่นจนกว่าจะพ้นจากการเป็นสมาชิก EU แล้ว
นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว สหราชอาณาจักรและ EU ยังเห็นพ้องในเงื่อนไขที่ว่า พลเมือง EU ที่เดินทางมาสหราชอาณาจักรในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ จะได้รับสิทธิและความคุ้มครองเหมือนกับชาว EU ที่พำนักในสหราชอาณาจักรก่อนเริ่ม Brexit
ขณะที่ไอร์แลนด์เหนือจะยังเป็นส่วนหนึ่งของตลาดร่วมและสหภาพศุลกากรยุโรปต่อไป หากสหราชอาณาจักรและ EU ไม่สามารถหาทางออกที่ละมุนละม่อมเกี่ยวกับพรมแดนที่ติดกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ได้
EU ระบุว่า ข้อยกเว้นชั่วคราวเกี่ยวกับไอร์แลนด์เหนือถือเป็นส่วนสำคัญในข้อตกลงขั้นแรกระหว่างอังกฤษกับ EU เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และควรจะบังคับใช้ต่อไปหากทุกฝ่ายยังไม่สามารถฝ่าทางตันได้
แต่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า รัฐบาลอังกฤษไม่สามารถยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ เพราะจะมีผลให้พรมแดนทางบกถอยร่นลงมาเป็นพรมแดนทะเลไอริชแทน ซึ่งกระทบต่ออธิปไตยของสหราชอาณาจักร
อ้างอิง: