หลังผ่านไปราว 12 ชั่วโมง ของการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรกในเวลาประมาณ 19.20 น. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงเกี่ยวภาพรวมของนโยบายด้านเศรษฐกิจ
เอกนิติได้ขอบคุณสมาชิกที่ให้คำแนะนำในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเข้าใจว่าทุกคนเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทั้งโลก และมีความผันผวน สภาพวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย กฤตในขณะนี้เป็นวิกฤตของโลก และจะไม่ส่งผลแค่ในระยะสั้น และอาจมีความยืดเยื้อซับซ้อน ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดกับไทยนั้นมีหลายช่องทาง เริ่มที่สงครามไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด และลามไปจนถึงวิกฤตพลังงาน
“ช่องแคบฮอร์มุสเป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานทั้งแก๊สธรรมชาติและสินค้าหลายประเภท ซึ่งในอนาคตอาจทำให้ขาดแคลน ราคาสินค้าที่อาจจะปรับราคาขึ้นไม่ใช่แค่พลังงาน เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี และมีโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผมในฐานะที่ดูเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศต้องเตรียมพร้อมในเรื่องนี้” เอกนิติกล่าว
รองนายกฯ รายนี้ระบุว่า การออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจระยะสั้นที่เร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนดูแลค่าครองชีพ และต้องเตรียมทรัพยากรที่ดูแลคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงคนขับรถยนต์ แต่ยังมีคนไทยที่ต้องการงบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยและต่างประเทศมีทรัพยากรที่จำกัด ดังนั้น ต้องใช้และดูแลคนให้ตรงจุดที่สุด และคุ้มค่าที่สุด การที่สงครามกระทบกับพลังงาน เราใช้เครื่องมือกองทุนน้ำมันเข้าไปพยุงถือเป็นด่านแรก ซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้
ส่วนภาษีสรรพสามิต เราใช้ดูแลประชาชนในกลุ่มอื่น หากเราลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดูแลราคาน้ำมัน ก็ไม่ต่างจากการใช้เงินกองทุน ในการดูแลราคาที่ไม่สูงเกินไป แต่ภาษีสรรพสามิต ต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบ และเราต้องดูแลขนส่ง เนื่องจากอาจจะกระทบราคาสินค้าอื่น และในวันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ จะมีมาตรการดูแลคนกลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง กลุ่มประมง กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องสกัดวิกฤตก่อนที่จะใหญ่โต และเลือกให้ตรงกลุ่ม
เอกนิติกล่าวอีกว่า เราต้องเตรียมเม็ดเงินเพื่อดูแลประชาชนกลุ่มอื่น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเป็นการเตรียมความพร้อม หากช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เสี่ยงจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต และนำมาสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์มาแล้วในปี 2540 แต่เรายังสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศไทยมีฐานการผลิตอาหารและยาที่สำคัญ
“ราคาน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป อย่างน้อยในเวลา 1-2 ปี เพราะสงครามในตะวันออกกลางได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานอยู่มาก”
เอกนิติชี้แจงแนวทางว่า ไทยต้องส่งเสริมพลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน รวมถึงยังมีเรื่องเทคโนโลยีและ AI ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนที่สำคัญคือต้องลงทุนกับภาคเอกชน รวมถึงต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน โดยหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังติดอุปสรรคจะต้องมีการปลดล็อคเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในไตรมาสที่ 4 ที่เศรษฐกิจติดหล่ม สิ่งที่ทำให้หลุดจากตรงนี้ คือการลงทุนของเอกชน ซึ่งภาครัฐโตขึ้นมา 13% และเอกชนโตขึ้นมา 6% โดยเฉลี่ยประมาณ 8% ซึ่งจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เราต้องทำในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่ง
”สุดท้าย ผมเชื่อว่า ทุกท่านทราบดีว่าวิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด เราต้องเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส ในระยะสั้นต้องร่วมกันช่วยคนที่เดือดร้อน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ แต่จะทำแค่นั้นไม่พอ จะต้องช่วยให้เขาเติบโตหลังวิกฤต และต้องมีการเปลี่ยนผ่านให้เขาสามารถเป็นคนที่เก่งขึ้น ธุรกิจ SMEs ต้องสามารถขยายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่
“ผมเชื่อว่าหากเราเปลี่ยนผ่านเขาไปสู่ธุรกิจขนาดใหม่ เขาจะมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน และผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และปฏิรูปประเทศของเราให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง” เอกนิติกล่าว


