ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้า ‘ทีมไทยแลนด์’ สั่งพาณิชย์เตรียมตัวรับมือฉากทัศน์ใหม่ หลัง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พลิกเกมใช้มาตรา 122 เก็บภาษี 15% นาน 150 วัน มองระยะสั้นเป็นผลบวกต่อไทย ย้ำไทยยังต้องเจรจากับ USTR ต่อเนื่อง พร้อมเร่งขยาย FTA ควบคู่ดึง FDI เนื่องจากแรงกดดันการค้ายังมีอยู่ ยอมรับเป้า GDP 3% เสี่ยงเจอแรงต้านหนักจากปัจจัยภายนอก
วันนี้ (23 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทีมไทยแลนด์ซึ่งดูยุทธศาสตร์ภาพรวมของการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กล่าวว่า ได้ประสานให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมตั้งรับอย่างใกล้ชิด หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า การใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกไปสู่ระดับสูงสุดที่กฎหมาย Section 122 อนุญาต คือ 15% ซึ่งจะมีผลในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้
โดยดร.เอกนิติมองว่า ผลกระทบในระยะสั้นจากการที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ชะงักลงไปนั้นจะส่งผลเชิงบวกต่อการส่งออกไทย และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน พร้อมทั้งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ด้วยอัตราใหม่ที่ 15%
ดร.เอกนิติยังคาดว่า ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น จึงอาจจะเห็นการเร่งส่งออกในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่กฎมาย Section 122 มีผลในช่วง 150 วัน
อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า ไทยยังต้องเจรจากับสหรัฐฯ ต่อไป เนื่องจากอัตราใหม่ 15% มีผลชั่วคราวเพียง 150 วันเท่านั้น และสหรัฐฯ อาจประกาศใช้มาตรการภาษีอื่นๆ ภายหลัง โดยทีมไทยแลนด์จะเตรียมเจรจาต่อรองเพื่อทำให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกอบการไทย
ขณะที่ในระยะยาว ไทยยังคงต้องเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม เนื่องจากการส่งออกสินค้าถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยครองส่วนแบ่งราว 60% ของ GDP และการส่งออกภาคบริการคิดเป็น 10% ของ GDP
นอกจากการส่งออกแล้ว ดร.เอกนิติ ชี้ว่า ไทยยังสามารถคว้าโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน โดยทำข้อตกลงเป็นฐานการผลิตให้กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ได้อีกด้วย เพื่อช่วยดึง FDI เข้าประเทศ ซึ่งได้มอบนโยบายให้กับเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เร่งปลดล็อกการลงทุนรองรับไว้แล้ว
โดยดร.เอกนิติยังเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 กุมภาพันธ์ อาจมีการหารือนอกวาระในประเด็นดังกล่าว
สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ควบคุมไม่ได้จากภายนอก ทั้งความเสี่ยงด้านการค้าและสงคราม ซึ่งอาจฉุดให้เป้าหมาย GDP ปีนี้โต 3% เป็นไปได้ยากขึ้น


