×

เจาะลึกแผน ‘เอกนัฏ’ รีดกำไรส่วนเกิน ทุบ ‘ราคาหน้าโรงกลั่น’ ความเสี่ยงที่อาจแลกมาด้วย ‘สงครามภาษี’ รอบใหม่ครั้งใหญ่กับสหรัฐฯ?

09.04.2026
  • LOADING...
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล

สืบเนื่องจาก แหล่งข่าวระดับสูงในวงการพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุก่อนหน้านี้ว่า ในวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

 

จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลงลิตรละ 2 บาท

 

โดยคาดว่าจะสามารถดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นได้ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันขายปลีก หน้าปั๊มให้ประชาชนลงได้ 2.14 บาทต่อลิตรนั้น รมว.กระทรวงพลังงาน ได้เชิญซีอีโอของบริษัทที่เป็นเจ้าของโรงกลั่นในประเทศไทยจำนวน 6 แห่งเพื่อเข้ามาหารือ ทีละราย

 

ปรากฏว่า ไม่มีตัวแทนผู้บริหารของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเข้าไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญ

 

โดยคาดว่า บางจากฯ เข้าใจว่าการเรียกหารือนี้ จะเป็นการขอความร่วมมือให้มอบเงินกำไร ส่วนเกินของบริษัทเพื่อช่วยเหลือรัฐตามที่ถูกร้องขอ จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าหารือและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) หรือผู้ถือหุ้นเสียก่อน ไม่สามารถรับปากโดยพลการได้

 

อีกทั้งมีกระแสข่าวว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ได้ส่งซีอีโอเข้าร่วมการเจรจาด้วย มีรายงานว่า SPRC กำลังเตรียมพิจารณาเพื่อดำเนินการคัดค้านและอาจถึงขั้นฟ้องร้องรัฐ เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการถูกบังคับหักเงินกำไรส่วนเกินได้

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 1

 

SPRC ชี้แจงไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ กรณีลดราคาหน้าโรงกลั่น

 

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน) บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ออกแถลงการณ์ชีแจง ระบุว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นในสื่อบางช่องทาง เกี่ยวกับกรณีมาตรการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล และมีการพาดพิงว่าบริษัท SPRC อาจไม่ให้ความร่วมมือ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐนั้น บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ขอเรียนชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน โดยบริษัทฯ ไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายและไม่มีการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐในกรณีนี้แต่อย่างใด

 

บริษัทฯ ยืนยันว่า ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างต่อเนื่องเสมอมา ในการหารือและดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความผันผวน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล โดยยึดมั่นในความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงความสมดุลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน

 

บริษัทฯ ขอเน้นย้ำว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศ และสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งดำเนินการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 2เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 3

 

วันนี้ (9 เมษายน) ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการที่เป็นผู้บริหาร และ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงประเด็นที่มีการระบุว่าไม่มีตัวแทนผู้บริหารบางจากของบางจากเข้าไปพบ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตามคำเชิญเพื่อหารือเรื่องค่าการกลั่น ว่า ตนติดภารกิจจึงไม่ได้ไปตามคำเชิญ

 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ของบางจากที่ไปสแตนด์บายอยู่ ซึ่งหลังจากนี้ก็มีการจะเข้าไปชี้แจงกับ รมว.พลังงาน ว่า ตนมีภารกิจ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมหารือในวันเวลาดังกล่าว

 

หากถามว่าบางจากรู้สึกอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่กับการลดค่าการกลั่นลง 2 บาทตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ต้องเรียนว่า

 

“ประเทศไทยมีการปันส่วนน้ำมันครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2516 หลังจากนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก เพราะฉะนั้น จึงหมายความว่าไทยมีระบบที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์ได้ค่อนข้างมาก”

 

โดยมองว่ามาตรการต่างๆ ที่ออกมาเป็นการดูแลประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งตราบใดที่ยังอยู่บนกลไกของตลาด ก็เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

 

“หลายประเทศเริ่มมีกระบวนการปันส่วนน้ำมันแล้ว แต่ไทยยังมีน้ำมันให้ใช้ อีกทั้งราคายังเกือบถูกที่สุดในภูมิภาค จึงคิดว่าไทยมีระบบกลไกอาจจะซับซ้อน แต่ตอบโจทย์การที่ให้คนไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่เหมาะสม”

 

กระแสข่าวว่า บริษัทได้มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย

 

ฝ่ายบริหารของบริษัทชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการประสานงานผ่านช่องทางทางการทูต โดย กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูต อิหร่านเพื่อขอความอนุเคราะห์ และได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่าเรือขนส่งน้ำมันสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 4

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลมาจากค่า War Premium หรือค่าประกันภัยความเสี่ยงจาก สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นตามภาวะสงคราม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในลักษณะของการจ่ายให้กับรัฐบาลใด

 

“บริษัทไม่ได้เป็นเด็กดื้อ ตามที่มีการนำเสนอในบางสื่อ แต่เป็นเด็กน่ารักที่พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน เพื่อคลี่คลายสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกยังคงกดดันอย่างต่อเนื่อง”

 

นอกจากนี้ 9 เมษายน 2569 ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจากเข้าพบและแสดงความยินดีกับ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมหารือประเด็นสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน ที่สัปปายะสภาสถาน

 

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กับผู้บริหารโรงกลั่น ถกนโยบายลดราคาดีเซล 5

 

หวั่นประเด็น ‘รีดกำไรส่วนเกิน’ จุดชนวนปัญหา Tariff War กับสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายด้านพลังงานระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อสั่งลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น เมื่อพิจารณาในข้อกฎหมายแล้ว การนำ พ.ร.ก. น้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาใช้เพื่อสั่งการในลักษณะนี้ยังมีช่องโหว่ และข้อโต้แย้งให้เอกชนต่อสู้ทางกฎหมายได้ แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายจะทำไปเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาให้แก่ประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะสามารถใช้อำนาจสั่งกำหนดราคาขายของเอกชนได้ตามอำเภอใจ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการแทรกแซง อย่างรุนแรงโดยอำนาจรัฐ

 

หากย้อนกลับไปพิจารณาบริบทในอดีตช่วงปี 2565 ในยุคที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในช่วงเวลานั้นรัฐบาลเคยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกิน (Windfall Tax) และพยายามแทรกแซงโรงกลั่นมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่กล้าบังคับใช้ เนื่องจากโรงกลั่นต่างชาติ ทั้ง SPRC และ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ในขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และมีแนวคิดที่ฟ้องร้องรัฐบาลด้วยในขณะนั้น

 

ดังนั้น รัฐบาลยุคนั้นจึงต้องเปลี่ยนวิธีการไปเป็นการขอความร่วมมือ หรือขอบริจาค เงินจากโรงกลั่นแทน ซึ่งโรงกลั่นของกลุ่มทุนต่างชาติก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการบริจาค โดยมีเพียง ปตท. ที่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายประเมินว่า หากรัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการบังคับสั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ ยังมีความเสี่ยงที่รัฐบาลถูกฟ้องร้อง แม้ล่าสุด SPRC จะออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ฟ้องร้องรัฐบาลไทยจากกรณีดังกล่าวนี้

 

อย่างไรก็ดี มองว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการฟ้องตามมาในอนาคตจากกลุ่มผู้ถือหุ้นของ SPRC คือ กลุ่ม เชฟรอน (CHEVRON) พร้อมทั้งประเมินว่า หากเกิดกรณีฟ้องร้องเกิดขึ้น รัฐบาลไทยโอกาสแพ้คดีสูงมาก และที่น่ากังวลที่สุดคือ ข้อพิพาทนี้อาจไม่จบแค่การแทรกแซงราคาธรรมดาน้ำมันหน้าโรงกลั่น แต่จะยกระดับสร้างอีกปัญหาใหม่กลายเป็นกรณีศึกษาระดับชาติที่คล้ายคลึงกับปัญหา ‘เหมืองทองอัครา’

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความน่ากลัวที่แท้จริงคือความเสี่ยงที่จะจุดชนวนสงครามการค้า (Trade War) หรือสงครามกำแพงภาษี (Tariff War) ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ให้กลับมามีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น เนื่องจากบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ SPRC คือกลุ่ม CHEVRON เป็นกลุ่มทุนขนาดยักษ์สัญชาติสหรัฐฯ

 

การที่รัฐบาลไทยไปงัดข้อหรือบังคับหักเงินเอกชนต่างชาติที่มีการศึกษาข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งและดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วโลกนั้นมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมาก หาก SPRC ดำเนินการฟ้องร้องแล้วเกิดพ่ายแพ้คดีในศาลไทย เรื่องนี้จะยิ่งลุกลามใหญ่โตเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่พอใจในประเด็นนี้ จนมีผลทำให้กลับมาเล่นงานประเทศไทยด้วยการงัดมาตรการกีดกันทางการค้าหรือกำแพงภาษี (Trade Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้กลับมายังประเทศไทย

 

ในมุมมองของการแก้ปัญหา ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า รัฐบาลไม่ควรใช้วิธีการแทรกแซงราคาแบบบังคับโรงกลั่น แต่ควรเปลี่ยนไปใช้มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Subsidy) ที่มีความเปิดเผยและโปร่งใสกว่า

 

เนื่องจากปัจจุบันข้อมูลปริมาณน้ำมันเข้า-ออก จากโรงกลั่นสู่สถานีบริการน้ำมัน เป็นข้อมูลที่มีการบันทึกแบบเรียลไทม์ (Real-time) และสามารถตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว หรือหากรัฐบาลต้องการจัดการกับกลุ่มทุนที่มีกำไรส่วนเกินระดับมหาศาลจริงๆ รัฐบาลควรใช้วิธีการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปรับโครงสร้างภาษีนิติบุคคลให้กลับไปเก็บในอัตราเดิม สำหรับส่วนกำไรที่ทะลุขีดจำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามหลักการมากกว่าการไปบังคับยึดกำไรส่วนเกินเอาดื้อๆ

 

 

 

ภาพ: Andrii Sedykh, QQMinh88 / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories