ทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากคุยกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา?
ลองนึกดูดีๆ ช่วงหลังมานี้เวลาคุยเรื่องสังคม การเมือง หรือแม้แต่เรื่องงาน หลายคนเริ่มเลือกเงียบมากกว่าพูด บางคนเลิกคอมเมนต์ บางคนเลิกอธิบาย และบางคนเลือกไม่ฟังตั้งแต่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดไม่เหมือนเรา ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’
เหนื่อยที่จะต้องถก เหนื่อยที่จะต้องอธิบาย และเหนื่อยที่จะต้องทะเลาะกับคนที่เรารู้สึกว่าไม่มีวันเข้าใจกัน…สิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว และไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยครับ
ข้อมูลใหม่จาก Edelman Trust Barometer 2026 บอกว่า วันนี้คนทั่วโลกกว่า 70% ไม่อยากเชื่อใจคนที่มีความคิด ค่านิยม หรือมุมมองทางสังคมต่างจากตัวเองอีกต่อไป พูดง่ายๆ คือ เราเริ่มรู้สึกปลอดภัยกว่า หากอยู่กับคนที่คิดเหมือนเราเท่านั้น
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ประเทศที่ปิดตัวเองหนักที่สุดไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา แต่คือประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ล้วนติดอันดับต้นๆ ของโลกในการไม่ไว้ใจคนที่คิดต่าง
คำถามคือ ทำไมโลกที่มีข้อมูลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลับกลายเป็นโลกที่คนฟังกันน้อยที่สุด?
1. เหตุผลแรกคือเรื่องใกล้ตัวที่สุด นั่นคือความไม่มั่นคงในชีวิต คนจำนวนมากกลัวตกงานเพราะ AI กลัวว่านโยบายการค้าหรือสงครามภาษีจะกระทบงานของตัวเอง และไม่แน่ใจว่าอีก 3–5 ปีข้างหน้า ชีวิตจะยังไปต่อได้แบบเดิมหรือไม่ เมื่อปากท้องไม่มั่นคง ความอดทนต่อความเห็นต่างก็ลดลงโดยอัตโนมัติ
2. เหตุผลที่สองคือ ความหวังต่ออนาคตกำลังหายไป งานวิจัยชิ้นนี้พบว่ามีเพียง 32% ของคนทั่วโลกเท่านั้นที่เชื่อว่าคนรุ่นถัดไปจะมีชีวิตที่ดีกว่าเรา ตัวเลขในบางประเทศเหลือแค่หลักตัวเดียว นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะเมื่อเราไม่เชื่อว่าอนาคตจะดีขึ้น สิ่งที่เราทำคือปกป้องสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้อย่างสุดแรง
3. เหตุผลที่สามคือ ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า ‘ระบบไม่เห็นเรา’ คนรายได้น้อยมองว่าสถาบันต่างๆ ไม่เข้าใจชีวิตจริง ขาดความสามารถ และไม่เป็นธรรม ช่องว่างความรู้สึกระหว่างคนแต่ละกลุ่มจึงถ่างออกเรื่อยๆ และเมื่อความรู้สึกไม่เท่ากัน การสนทนาก็ยิ่งยากขึ้น
4. สุดท้ายคือโลกข้อมูลที่ควรเชื่อมเราเข้าด้วยกัน กลับพาเราแยกออกจากกันมากขึ้น เราอ่านข่าวจากแหล่งเดิม ฟังคนกลุ่มเดิม และอยู่ในพื้นที่ที่ยืนยันความคิดของเราเอง จนวันหนึ่งเราค่อยๆ หยุดฟังคนที่คิดไม่เหมือนเราไปโดยไม่รู้ตัว
Richard Edelman อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดห้าปีที่ผ่านมา โลกเคลื่อนจากความกลัว ไปสู่ความแตกแยก จากนั้นกลายเป็นความไม่พอใจ และวันนี้กำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ที่เรียกว่า ‘การปิดตัวเอง’ เราไม่ได้อยากเอาชนะใครอีกแล้ว แต่เลือกถอยกลับไปอยู่กับคนที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยมากกว่า โลกจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากคำว่า ‘เรา’ เป็น ‘ฉัน’
ผลกระทบของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่บรรยากาศในโซเชียล แต่ลามไปถึงที่ทำงาน การลงทุน และความสัมพันธ์ในองค์กร คนจำนวนมากไม่อยากทำงานกับหัวหน้าที่มีค่านิยมต่างจากตัวเอง ไม่อยากลงทุนในบริษัทที่คิดไม่เหมือนตน และเชื่อถือองค์กรที่ “เป็นพวกเดียวกัน” มากกว่าที่จะมองว่าใครทำงานเก่งหรือไม่เก่ง
น่าสนใจว่า ท่ามกลางความไม่ไว้ใจนี้ สถานที่ที่คนยังพอเชื่อใจได้มากที่สุด กลับกลายเป็น ‘ที่ทำงาน’ นายจ้างและผู้นำองค์กรถูกคาดหวังให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้คนคุยกันได้ แม้จะคิดไม่เหมือนกันก็ตาม
ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่า วิกฤตความเชื่อใจรอบใหม่ของโลก ไม่ได้มาในรูปของเสียงดังหรือการประท้วง แต่มาในรูปของความเงียบ ความถอย และการไม่อยากคุยกันอีกต่อไป
เงียบเพราะคนเลิกอธิบาย เงียบเพราะคนเลิกฟัง และเงียบเพราะเราคิดว่าอีกฝ่าย ‘ไม่มีวันเข้าใจ’
และคำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า ใครถูกหรือผิดครับ แต่คือ “ถ้าเราไม่อยากคุยกันอีกแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?”


