วันนี้ (14 มีนาคม) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยข้อมูลระหว่างการแถลงข่าวความคืบหน้าการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิดในประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนการตรวจพบสายพันธุ์ทั้งหมดในรอบวันที่ 5-11 มีนาคมที่ผ่านมา พบเป็นโอมิครอน 1,961 ราย (99.69%) และเดลตา ลดเหลือเพียง 6 ราย (0.31%)
ขณะที่สัดส่วนการแยกสายพันธุ์ย่อย BA.1 และ BA.2 ในรอบวันที่ 5-11 มีนาคม จากการส่งตรวจ 1,882 ตัวอย่าง พบว่าสายพันธุ์ย่อยอย่าง BA.2 พบจำนวนมากถึง 1,272 ตัวอย่าง คิดเป็น 67.6% ขณะที่ BA.1 จำนวน 610 ตัวอย่าง คิดเป็น 32.4% ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลแยกสายพันธุ์ตามเขตสุขภาพทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่พบ BA.2 เกินครึ่งของจำนวนตัวอย่างที่ส่งตัวในแล็บ
ส่วนกรณีของโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.2 ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากหลังมีการระบาดหนักที่ฮ่องกง และหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจเป็นเหตุผลทำให้ฮ่องกงมียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นในระยะหลังหรือไม่นั้น
นพ.ศุภกิจ ระบุว่า BA.2.2 เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นสายพันธุ์น่ากังวลหรือเป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากยังต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถในการแพร่ระบาด โดยข้อมูลเบื้องต้น BA.2.2 เป็นสายพันธุ์ย่อยที่กลายพันธุ์ในตำแหน่งสำคัญอย่างโปรตีน (Spike Protein) ซึ่งเปลี่ยนแปลงกรดอะมิโนตำแหน่งที่ 1221 จาก I (Isoleucine) เป็น T (Threoninee) และมีการตรวจพบหลักๆ คือ ในฮ่องกง จำนวน 386 ราย และสหราชอาณาจักร 289 ราย
ส่วนความสามารถในการแพร่ระบาด ความรุนแรง การต่อต้านประสิทธิภาพวัคซีน จากข้อมูลทางระบาดวิทยายังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสายพันธุ์ย่อยตัวนี้มีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าตัว BA.1 และ BA.2 อย่างไร ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าได้เฝ้าระวังทุกสายพันธุ์ของเชื้อโควิดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นพ.ศุภกิจ บอกว่า กรมวิทยาศาสตร์ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งตัว และทำน้ำยาตรวจจับสายพันธุ์ย่อย BA.2.2 โดยเฉพาะ ตอนนี้พบตัวอย่างเข้าข่ายเป็น BA.2.2 จำนวน 4 คน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 1 คน และคนไทย 3 คน ซึ่งยังไม่มีอาการต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์ที่มีอยู่ก่อนแล้ว
“เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังไม่ต้องกังวลใดๆ และยืนยันว่ากรมวิทยาศาสตร์มีศักยภาพมากพอที่จะช่วยติดตามและเฝ้าระวังในประเด็นนี้ และจะนำข้อมูลมมาแลกเปลี่ยนเพื่อชี้แจงความคืบหน้าให้ประชาชนทราบต่อไป” นพ.ศุภกิจกล่าว