ในวันที่ระเบียบโลกเก่ากำลังถูกสั่นคลอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมิติความมั่นคง แต่ลุกลามสู่ภูมิเศรษฐศาสตร์ ทั้งสงครามการค้า การแย่งชิงทรัพยากร ไปจนถึงการกีดกันทางเทคโนโลยี ประเทศไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญระหว่างโจทย์การรักษาดุลอำนาจเดิมกับการปรับตัวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ขั้วอำนาจใหม่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติที่กัดกินระบบเศรษฐกิจจากภายใน รวมถึงโจทย์ใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่าง Climate Change ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในเวทีการค้าโลก พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้โจทย์ใหม่ด้านการต่างประเทศมีธงอย่างไร วันนี้มียุทธศาสตร์อะไรที่จะนำไทยกลับมาเฉิดฉายบนเวทีโลก
ประเด็นสำคัญ
วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศของพรรค มองว่า ในสมรภูมิโลกที่มีความผันผวนเช่นนี้ การต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของความมั่นคงอย่างเดียว แต่มีเรื่องของภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ด้วย และมองว่าการต่างประเทศเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศได้ ดังนั้นไทยจะอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนการทูตไทยให้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ หรือก็คือการใช้ ‘การทูตเศรษฐกิจ’ เพื่อเปลี่ยนไทยจากหมากในกระดาน ให้กลายเป็นตัวแสดงสำคัญที่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก

สมรภูมิมหาอำนาจ การกระจายความเสี่ยงคือทางออก ไม่ใช่การเลือกข้าง
คำถามที่ทุกพรรคการเมืองมักเจอคือ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ปัจจุบันสหรัฐฯ บีบให้เลือกข้างด้วยกำแพงภาษี ไทยต้องทำอย่างไร จำเป็นต้องเลือกข้างหรือไม่?
วีระพงษ์มองว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มีแค่ 2 ขั้ว แต่มีหลายขั้วอำนาจที่มีความสำคัญมากขึ้นในแง่ของโอกาสทางเศรษฐกิจ ซึ่งการที่มหาอำนาจห้ำหั่นกัน ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับตลาดอื่นๆ ของไทยในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอแนวทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับไทยท่ามกลางสงครามการค้าที่ดุเดือด ข้อแรกคือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยการขยายตลาดใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูง เช่น สหภาพยุโรป (EU) เพื่อสร้างสมดุล และลดการพึ่งพิงมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่งมากจนเกินไป
ข้อต่อมาคือการลดความเสี่ยง (De-risk) เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความยั่งยืนและแข็งแกร่ง (Supply Chain Resilience) โดยลดความเสี่ยงในเรื่องของการที่ต่างชาติสวมสิทธิ์สินค้าไทยเพื่อส่งออกซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของกำแพงภาษี เช่นเดียวกับการลดความเสี่ยงด้านปัญหาสิทธิมนุษยชน ด้านต้นทุน และการพึ่งพิง ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เมื่อลดได้จะกลายเป็นโอกาสของไทยในการปรับซัพพลายเชนให้เท่าทันโลกและทำให้ไทยมีที่ยืนที่แข็งแกร่งบนเวทีโลกได้
และข้อสุดท้ายคือการยกระดับอุตสาหกรรม (Industrial Upgrade) เมื่ออุตสาหกรรมที่เคยเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ วันนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมเก่าที่โลกอาจไม่ต้องการ จะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนอุตสาหกรรมเหล่านี้ไปเป็นเครื่องยนต์ใหม่ๆ (New Growth Engine) เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศและตอบโจทย์เทรนด์โลก
เราคุยกันต่อว่า แล้วอนาคตในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
วีระพงษ์ฉายภาพต่อว่า โลกจะมี 4 ภูมิทัศน์สำคัญ ภูมิทัศน์แรกคือ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำโลก แต่มีความถดถอยลงในหลายๆ ด้าน จากระเบียบโลกเก่าที่ถูกบั่นทอนและระบบพหุนิยมที่ถูกท้าทาย โดยปัจจุบันเราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันหลังให้กับองค์กรระหว่างประเทศ และมองว่าระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐฯ สถาปนาขึ้นเองเป็นสิ่งที่เอาเปรียบสหรัฐฯ และส่งผลเสียต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ
ภูมิทัศน์ที่สองคือ การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังทวีความดุเดือดเข้มข้นมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใคร และสมรภูมิที่ทั้งคู่กำลังช่วงชิงและแข่งขันกันอย่างหนักคือแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ชิป ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาวุธ อวกาศ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้ในมิติความมั่นคง จีนก็พยายามเบียดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในด้านการทหาร ซึ่งท้าทายอำนาจเก่าคือสหรัฐฯ
วีระพงษ์มองว่า ภูมิทัศน์ที่ 3 โลกมีแนวโน้มแบ่งเป็นกลุ่มก้อนระดับภูมิภาคมากขึ้น หรือที่เรียกว่า Regional Block เช่น อาเซียน ลาตินอเมริกา เป็นต้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ฉบับล่าสุด เราจะเห็นว่า สหรัฐฯ หันกลับไปให้ความสำคัญกับประเทศในภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกามากขึ้น ซึ่งถือเป็นหลังบ้านของสหรัฐฯ
ภูมิทัศน์สุดท้าย โลกจะมีระเบียบใหม่ หรือมีวาระใหม่ของโลกเกิดขึ้นมา ซึ่งคำถามคือ ประเทศกำลังพัฒนา หรือที่เรียกว่า ประเทศขั้วใต้ (Global South) รวมถึงไทยจะทำอย่างไร เพื่อก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการกำหนดวาระของโลก ซึ่งวีระพงษ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศและนโยบายการทูตเศรษฐกิจที่ไทยต้องวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
แล้วไทยจะมีบทบาทนำอย่างไร รวมถึงโจทย์การประสานและขับเคลื่อนไปพร้อมกับอาเซียนในการกำหนดวาระของโลก

ไทยในความเป็นแกนกลางของอาเซียน กับทฤษฎี 3 วงแหวน
ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า ต่อจากฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ วีระพงษ์มองว่า แม้อาเซียนจะมีความตื่นตัวมากขึ้น หลัง Liberation Day ที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีกับทั่วโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการตั้ง ASEAN Geoeconomics Task Force นั้นยังไม่เพียงพอ แต่อาเซียนยังสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น ในมิติเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ชายแดนและอาชญากรรมข้ามพรมแดน พลังงาน และสิ่งแวดล้อมและการจัดการภูมิอากาศ เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ASEAN Centrality คือ คอนเซปต์ที่ทำให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านต่างๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยอาเซียนจะมีบทบาทเป็นผู้กำหนดกติกาและเวทีหลักในการสร้างความเชื่อมโยงและประสานกับประเทศคู่เจรจานอกภูมิภาค เพื่อรักษาบทบาทนำและผลประโยชน์ร่วมกัน ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก
ตรงนี้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอ ‘ทฤษฎี 3 วงแหวน’ ในการขับเคลื่อนการต่างประเทศของไทย โดยมี ASEAN Centrality เป็นหนึ่งในวงแหวน
- วงแหวนที่ 1 (ASEAN Centrality) เน้นความร่วมมือภายในกลุ่ม 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและโลจิสติกส์, ดิจิทัล/ความมั่นคงทางไซเบอร์, ชายแดน/อาชญากรรมข้ามชาติ, พลังงาน (ASEAN Power Grid) และสิ่งแวดล้อม อย่างที่กล่าวไปแล้ว
- วงแหวนที่ 2 (Issue-based Cooperation) เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคในเชิงประเด็น เช่น ความร่วมมือทางทะเลในกรอบ BIMSTEC หรือ กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคของ 7 ประเทศบริเวณอ่าวเบงกอล ซึ่งมีไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก
- วงแหวนที่ 3 (Parallel Cooperation) ประเทศในอาเซียนควรทำงานคู่ขนานและประสานงานกับมหาอำนาจภายนอกอย่างจีน สหรัฐฯ ยุโรป และอินเดีย
วีระพงษ์ย้ำว่า เมื่อไทยได้เป็นประธานอาเซียนแล้ว เราจะสามารถกำหนดทิศทางได้ว่าประเด็นอะไรเป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งทางพรรคมองว่า เรื่องของเศรษฐกิจ ดิจิทัล และความมั่นคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยไทยสามารถแสดงบทบาทนำในเรื่องนโยบายการต่างประเทศแบบองค์รวมได้
โจทย์ท้าทายสำหรับไทยกับการเป็นผู้นำอาเซียน
ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ทดสอบอาเซียนอย่างหนักหน่วง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา รวมถึงปัญหาภายในเมียนมาที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย ขณะที่สมาชิกอาเซียนก็ไม่มีนโยบายแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน จนอาเซียนถูกมองหรือถูกปรามาสว่าเป็นองค์กรที่ไม่มีประโยชน์
วีระพงษ์กล่าวว่า แม้อาเซียนอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง เพราะบางเรื่องมีความละเอียดอ่อน อย่างเช่นการเลือกตั้งในเมียนมามีคำถามว่า อาเซียนจะยอมรับผลการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไม่เสรี ไม่ยุติธรรมและไม่ครอบคลุมหรือไม่ หรือปัญหาการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน แต่สำหรับบางเรื่องแล้ว อาเซียนมีจุดร่วมที่สามารถหารือและพูดคุยร่วมกันได้ ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนให้ไปในทิศทางเดียวกัน
การทูตเชิงรุกเป็นสิ่งที่สำคัญ ไทยจำเป็นต้องมีเป้าหมายทางการทูต ยุทธศาสตร์ทางการทูต และหลักปฏิบัติทางการทูต เพื่อทำให้โลกเข้าใจไทยมากขึ้น วีระพงษ์กล่าวว่า หลายๆ ครั้งเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และสังคม หากการทูตไทยไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ ก็จะไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตเหล่านั้นได้
อีกสิ่งสำคัญคือการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มองว่าอะไรควรแก้ปัญหาด้วยกรอบทวิภาคีก็ต้องใช้กรอบทวิภาคี แต่อะไรที่ควรอธิบายต่อชาวโลกให้เข้าใจ ไทยก็ต้องปรากฏตัวในพื้นที่นั้นเพื่อบอกเล่าปัญหาและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที
ส่วนความท้าทายจากแรงกดดันของมหาอำนาจที่อาจกระทบต่อเอกภาพของอาเซียน ที่วันนี้มีภาพของการแบ่งขั้วระหว่างอาเซียนภาคพื้นทวีปกับอาเซียนภาคพื้นสมุทรนั้น วีระพงษ์มองว่า การสร้างสมดุลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ทำอย่างไรที่ไม่เป็นการเลือกข้างเพื่อเป็นศัตรูกับใคร ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่เป็นสมรภูมิให้ใครเช่นกัน ไทยจะใช้การทูตและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ก็ต้องกำหนดเส้นแดงให้ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้ เช่น เรื่องของอำนาจอธิปไตย สิทธิ์ในการป้องกันตนเองเป็นต้น
ถ้าจะบอกว่าปี 2025 เป็นปีที่เราช็อกกับมาตรการภาษีของทรัมป์ที่สะเทือนไปทั่วโลก และเป็นปีที่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอากฎกติกาและไม่แบกค้ำระเบียบโลกแบบเดิมอีกต่อไป แต่ปี 2026 จะถือเป็นปีแห่ง Recalibration หรือการมากำหนดนิยามใหม่ว่าระเบียบโลกหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งไทยต้องวางจุดยืนให้เข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการกำหนดระเบียบโลกใหม่นั้น
วีระพงษ์เชื่อว่า การต่างประเทศภายใต้ประชาธิปัตย์ (หากได้เป็นรัฐบาล) ไทยมีศักยภาพดำเนินบทบาทเป็นผู้นำอาเซียนได้ โดยที่จะเป็นผู้นำในแบบที่เกิดมาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust-based Leadership) และมีบทบาทในการเขียน ปรับ และนำเสนอระเบียบใหม่ของภูมิภาคและระเบียบโลกในแบบที่ไทยได้ประโยชน์ ภูมิภาคได้ประโยชน์ และโลกได้ประโยชน์
ตรงนี้สอดคล้องกับแกนนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้ว ซึ่งเน้นย้ำ 4 เรื่องคือ บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจดี เสริมสร้างความยุติธรรม และเป็นผู้นำภูมิภาค

การทูตเศรษฐกิจในแบบฉบับประชาธิปัตย์
วีระพงษ์ได้นิยามองค์ประกอบการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกว่า หัวใจสำคัญข้อแรกคือ การสื่อสารที่ชัดเจนว่า สิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศคืออะไร สองคือการสร้างความสัมพันธ์ มองว่าประเทศไหนเป็นพันธมิตรหรือคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มีคุณค่าที่ใกล้เคียงกับไทยในการทำการค้าและการลงทุน สามคือความเป็นเอกภาพ ซึ่งประชาธิปัตย์จะเสนอให้มี Economic Diplomacy Taskforce หรือคณะทำงานด้านการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกโดยเฉพาะ เพื่อให้หน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทำงานร่วมกันให้จบภายในประเทศก่อน จากนั้นจึงค่อยไปเจรจากับประเทศคู่ค้า
วีระพงษ์อธิบายเสริมจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในฐานะผู้แทนการค้าไทยในการเจรจากับหลายประเทศว่า ที่ผ่านมามักประสบปัญหาว่า การพูดคุยระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในประเทศจะมีความยากลำบากกว่าการไปเจรจากับต่างประเทศเสียอีก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตร กระทรวงการต่างประเทศ และ BOI จะทำงานร่วมกันเป็น ‘One Thailand Team’ ที่มีเอกภาพ โดยคุยกันให้ชัดก่อนว่า ผลประโยชน์ของไทยคืออะไร อะไรเป็นเส้นแดง และจะเอาอะไรไปแลก
เมื่อพูดถึงการทูตเศรษฐกิจ การมองหาตลาดใหม่ๆ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์วางเป็นนโยบายเรือธง โดย FTA หรือความตกลงการค้าเสรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพเหล่านี้ได้ และจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตมากขึ้นได้ โดยพรรคประชาธิปัตย์วางเป้าหมายดัน GDP ให้โต 5% ภายใน 4 ปี
ถ้าให้จัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง วีระพงษ์มองว่า การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (FTA) เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการต่อ ข้อมูลที่มีศึกษาโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ถ้าเรามี FTA กับ EU จะช่วยให้ GDP ไทยโตเพิ่มขึ้น 1.68% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยสามารถเพิ่มรายได้เข้าประเทศหลักแสนล้านบาท
นอกจากตลาด EU แล้ว การเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ก็มีความสำคัญ การค้าระหว่างกันจะช่วยดัน GDP ขยายตัวเพิ่มได้ถึง 0.5-0.6% และเมื่อรวมกับตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ จะทำให้ GDP ไทยมีโอกาสโตถึง 3-5%
แต่การเจรจา FTA ก็มีความท้าทายในเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการ SME อาจได้รับผลกระทบ ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็มีแนวคิดที่จะเพิ่มงบประมาณมาสนับสนุนในกองทุน FTA ที่ปัจจุบันยังมีไม่มาก เพื่อให้สามารถเยียวยาทั้งเกษตรกรและ SME ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการเจรจา FTA ที่วีระพงษ์เคยเป็นหนึ่งในคีย์แมนของฝั่งข้าราชการการเมืองแล้ว การเข้าสู่ OECD ของไทย ก็เป็นอีกวาระสำคัญที่วีระพงษ์มีบทบาทผลักดันภายใต้หมวกผู้แทนการค้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็มีการไปหารือกับหลายประเทศที่เป็นสมาชิก OECD ก่อนหน้านี้
พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายสอดคล้องกันว่า การเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานในด้านต่างๆ ของไทยให้เป็นสากล รวมถึงเพิ่มความโปร่งใส แก้ปัญหาคอร์รัปชัน และทำให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีด้วย ซึ่งเป็นประตูบานสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเบื้องต้นพรรคได้กำหนดกรอบเวลาการเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า
นอกเหนือจากตลาดประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่ม Global South และ BRICS ก็มีความสำคัญรองๆ ลงมา แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังโฟกัสไปที่กลุ่มอาเซียนก่อน ด้วยประชากรมากกว่า 600 ล้านคน และมีศักยภาพด้านการค้าเชิงดิจิทัลที่เป็นหมุดหมายที่อาเซียนควรให้ความสำคัญ ซึ่งวีระพงษ์มองว่า ถ้าข้อตกลง DEFA (Digital Economy Framework Agreement) ลุล่วง ก็อาจเพิ่มมูลค่าการค้าภายในอาเซียนได้มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์
เรื่องต่อมาคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น EV เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งแต่ละประเทศสามารถกำหนดบทบาทว่าจะอยู่ในจุดไหนของห่วงโซ่อุปทาน โดยประเทศที่มีศักยภาพในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงก็จะไปอยู่ตรงต้นน้ำ ส่วนประเทศที่มีศักยภาพในการผลิต ก็จะอยู่กลางน้ำ ส่วนประเทศที่อยู่ปลายน้ำจะเป็นกลุ่มที่ประกอบขั้นสุดท้ายและส่งออก อย่างไรก็ตามการออกแบบซัพพลายเชนเหล่านี้ต้องใช้เวลา และต้องอาศัยความร่วมมือภายในอาเซียน ซึ่งแม้จะมีการแข่งขันกัน แต่ภายใต้การแข่งขัน ก็มีจุดที่สามารถร่วมมือกันได้
ส่วน BRICS ซึ่งไทยเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์นั้น วีระพงษ์มองเป็น ‘โอกาสทางการตลาด’ เนื่องจากมีกำลังซื้อสูง เช่น จีน บราซิล และอินเดีย นอกจากนี้การมีความสัมพันธ์กับ BRICS ก็เป็นการสร้างสมดุลกับมหาอำนาจ อย่างไรก็ตาม BRICS ยังไม่มีเรื่องกฎเกณฑ์ด้านมาตรฐาน ดังนั้นไทยจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานของ OECD เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการแห่งชาติดูแลเรื่องนี้อยู่
ส่วนตลาดเกิดใหม่ที่พรรคให้ความสนใจ เป็นกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ และอาจเป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือในหลายอุตสาหกรรมของไทย
โจทย์ภาษีทรัมป์ และแนวทางแก้ปัญหาของประชาธิปัตย์
แนวทางการเจรจากับทรัมป์ในเรื่องภาษีก็เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจว่าแต่ละพรรคมีไพ่เด็ดอะไรในมือ
วีระพงษ์กล่าวว่า ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงกังวลว่า ความไม่มีเสถียรภาพและความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล ทำให้การเจรจาล่าช้า และเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ในการบีบบังคับไทย ดังนั้นเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ
นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างภาคส่วนต่างๆ ดังนั้นแนวคิดเรื่อง Economic Diplomacy Taskforce และ One Thailand Team ที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงสามารถนำมาใช้ในบริบทนี้ได้ด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนด้วย
อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราต้องเข้าใจว่าทรัมป์นำเรื่องความมั่นคงกับการค้ามาปะปนกัน ดังนั้นไทยก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การเจรจาที่รวมสองมิตินี้ด้วย แต่จะรวมแบบไหนให้ประเทศได้ประโยชน์มากที่สุดนั้น เป็นโจทย์ที่ต้องทำการบ้านต่อ
วีระพงษ์แบ่งเรื่องการเจรจากับทรัมป์ออกเป็น 3 กลุ่ม
- Reciprocal Tariff (19%): ปัจจุบันมีอัตราใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ไทยยังพอแข่งขันได้
- Annex 3 (Exception): รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งไทยยังเจรจาไม่จบ ในขณะที่บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เจรจาจบแล้วในหลายหมวด ทำให้ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้าน
- Transshipment / Rules of Origin: ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ที่โดนเพ่งเล็งกันทั้งอาเซียน ไทยต้องใช้กลไกอาเซียนในการพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
ค้าขายกับจีนอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ปัจจุบันการบริโภคภายในจีนยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แม้รัฐบาลจะหันมาโฟกัสการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออก ท่ามกลางสมรภูมิการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดุเดือด ซึ่งก็กลายเป็นโจทย์สำหรับไทยด้วยว่า เมื่อจีนซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลง พรรคมองเรื่องนี้อย่างไร เราจะเอาอะไรไปขายจีน หรือจะดึงดูดคนจีนเข้ามาในประเทศให้มากขึ้นได้อย่างไร
วีระพงษ์มองว่าไทยยังมีจุดแข็งเรื่อง Medical Tourism คนจีนเคยมาเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก แต่โจทย์คือเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Medical Tourism ได้อย่างไร ซึ่งก็ต้องมายกระดับเรื่องการบริการ รวมถึงความพร้อมในด้านอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งไทยมีจุดแข็งในภาคการผลิตอยู่แล้ว
ในส่วนของเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ควอนตัมคอมพิวติง หรือหุ่นยนต์ ที่จีนกำลังให้ความสำคัญและบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นั้น วีระพงษ์เห็นด้วยว่า ไทยควรเข้าไปปลั๊กอินในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่ไทยให้ความสำคัญอย่างอุตสาหกรรม EV, ภาคการเงิน, การแปรรูปอาหาร, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และพลังงานหมุนเวียน ก็ยังเป็นวาระสำคัญ และวีระพงษ์มองว่า ไทยสามารถเข้าไปปลั๊กอินกับซัพพลายเชนของจีนเพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหารนั้น เป็นสิ่งที่จีนยังมีความต้องการนำเข้าสูง เนื่องจากมีประชากรมาก แต่สัดส่วนพื้นที่เกษตรในประเทศยังมีข้อจำกัด
ช่วงท้ายการสนทนา เราให้วีระพงษ์สรุปให้ฟังว่า ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล จะทำอะไรใน 3 อันดับแรก ในมุมที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ
รองหัวหน้าประชาธิปัตย์ตอบว่า สิ่งที่จะทำทันทีตั้งแต่วันแรก คือการรุกเปิดตลาด FTA คุณภาพสูง ได้แก่ EU และเกาหลีใต้ เรื่องที่ 2 คือการปฏิรูปกฎระเบียบ (Deregulation) โดยเร่งเดินหน้าผ่านกฎหมายแม่บทจัดการกับกฎหมายล้าสมัยเพื่อลดภาระภาคธุรกิจ และเรื่องที่ 3 คือส่งเสริม New Growth Engine เร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ เช่น EV, พลังงานทางเลือก และการเงิน เพื่อปลดล็อกการเติบโต
ท่ามกลางสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่บีบคั้นให้ต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง สิ่งสำคัญคือการวางหมากในเชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อที่ว่าไทยจะไม่ถูกบีบบังคับให้เลือกใคร นอกจากนี้ไทยควรวางตัวเป็น Middle Power ที่กำหนดนโยบายของตัวเองได้ โดยไม่เป็นศัตรูกับใคร และไม่ยอมเป็นสมรภูมิรบให้ใคร


