
*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*
เรื่องราวเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับ เด็กใหม่ The Reset ซีรีส์ระดับตำนานที่เหมือนทำขึ้นเพื่อการรีเซ็ตฐานผู้ชมใหม่ ดูได้จากช่วงเวลาออกอากาศขยับมาอยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ และการเปลี่ยนตัวนักแสดงที่ถึงวาระที่ควรจะเปลี่ยน ซึ่งแนนโน๊ะอาจไม่ใช่คนเดิมแต่เป็นอีกร่างของลูกสาวซาตานในเวอร์ชันใหม่ที่ไม่ใช่ผู้เล่น แต่เป็นผู้พิพากษา มันดูสะใจขึ้น สวยขึ้น และเข้าถึงง่ายขึ้น แต่แลกมาด้วยความ “ดาร์กแบบดิบๆ” และความลึกลับที่หายไปบางส่วน
จุดอ่อนที่เด่นชัดที่สุดในซีซันนี้คือการวางตำแหน่งของแนนโน๊ะ หากเปรียบเทียบกับเวอร์ชันแรก แนนโน๊ะคือ “ผู้เล่น” ที่กระโดดลงไปในสนาม สนุกกับการเล่นสนุกกับกิเลสและวิบากกรรมของมนุษย์ เธอไม่ใช่คนดี แต่เป็นผู้เหนือกว่าที่ยืนดูความพินาศอย่างรื่นรมย์ โดยตัวละครรอบข้างไม่ได้ถูกฉาบด้วยสีขาวหรือดำชัดเจนแต่มีความ “คาบลูกคาบดอก” มีความเทาเข้มที่ทำให้เราในฐานะคนดูแอบเผลอคิดว่า “ถ้าเป็นเรา เราจะทำแบบนั้นไหม?” แนนโน๊ะเพียงแค่ไปช่วยเร่งให้ด้านมืดเหล่านั้นเผยออกมาอย่างช้าๆ จนเราจุกอก

แต่ใน The Reset แนนโน๊ะกลับมาในรูปแบบ “ผู้ตัดสิน” (ซึ่งทิศทางก็เริ่มเป็นมาตั้งแต่ซีซั่น 2) หรือกระทั่งเป็น “ศาสดา” ของลัทธิแก้แค้น เธอมาเพื่อชี้ว่าใครผิด ใครต้องโดนลงโทษ โลกในซีซันนี้ถูกแบ่งขั้วอย่างสุดโต่งแบบ “ขาวจัดดำจัด” ตัวร้ายก็เลวบริสุทธิ์จนคนดูพิพากษาเสร็จตั้งแต่นาทีแรกที่เห็น ส่งผลให้ความลุ้นระทึกหายไป เพราะผลลัพธ์มันเดาได้ตั้งแต่แรก และกลายเป็นเพียงการ “ผลิตซ้ำ” วาทกรรมความดีความชั่ว
เมื่อตำแหน่งเปลี่ยน การนำเสนอก็เปลี่ยน จากเดิมที่เป็นแอนตีฮีโรที่เราทั้งเกลียดทั้งกลัว แนนโน๊ะภาคนี้กลับดูเป็นฮีโร่สายดาร์กที่มาช่วยปกป้องเหยื่อ ซึ่งการกระทำแบบนี้ทำให้มิติของตัวละครแบนราบ การที่เธอมีอำนาจล้นมือและแสดงอำนาจชัดเจนมากกว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมทำให้ความน่ากลัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อย่างใน 3 ตอนแรก ซีรีส์เลือกหยิบประเด็นที่แมสมากๆ คือการบูลลี่ การคุกคามทางเพศ และกระแสความเกลียดชังออนไลน์มาเล่น ข้อดีคือเดินเรื่องเร็ว เข้าใจง่าย และจบด้วยการแก้แค้นแบบหนามยอกเอาหนามบ่ง ซึ่งสร้างความสะใจให้คนดูได้ทันที แต่ก็มีข้อเสียคือบทดูจะง่ายไปนิดสำหรับยุคปัจจุบัน การลงโทษตัวร้ายดูเหมือนละครคุณธรรมที่ถูกยกระดับโปรดักชันขึ้นมา มากกว่าจะเป็นแผนการที่แยบยลจนคนดูต้องอุทานว่า “คิดได้ไง” เหมือนซีซันก่อนๆ
อีกหนึ่งจุดที่น่าตั้งคำถามคืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ในอีพีแรกที่ดูจะหลุดกรอบความสมจริงไปไกลจนดู “แปลก” ทำให้อารมณ์ของซีรีส์ระทึกขวัญที่ควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงของสังคมหายไป จะดีหน่อยก็คือความแปลกใหม่ในอีพี 3 ที่แทนภาพด้วยความแฟนตาซีโหดๆ และแนนโน๊ะก็เหมือนจะกลับมาร่วมสนุกในวิบากกรรมของเหยื่อมากขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ตามความยาวของแต่ละตอนที่สั้นเกินไป แถมบทก็ไม่ได้ขยี้ให้เวลาประมาณ 40-45 นาทีมีความคุ้มค่า ทำให้การปูพื้นฐานอารมณ์ทำได้ไม่ถึงที่สุด การอธิบายปมปัญหาหรือการค่อยๆ กัดกินจิตใจตัวละครจึงทำได้เพียงแค่ผิวเผิน ผลที่ตามมาคือเราไม่ได้รู้สึก “อิน” ไปกับการแก้แค้น เพราะเรายังไม่ทันได้เห็นความทรมานหรือความกดดันที่มากพอของเหยื่อและผู้กระทำ

ต้องยอมรับว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสลัดภาพจำของแนนโน๊ะคนเดิม แต่เบ็คกี้-รีเบคก้า อาร์มสตรองเลือกที่สร้างแนนโน๊ะในฉบับที่ดู “เข้าถึงง่าย” กว่า ยังคงมีความขี้เล่น กวนประสาท และที่สำคัญคือดูมีความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อมากกว่าเวอร์ชันเดิม โดยภาพรวมเบ็คกี้สื่อสารด้านอารมณ์ที่ชัดเจนได้ดีโดยเฉพาะในอีพี 1 และ 2 แต่เมื่อต้องแบกรับบทที่เขียนมาให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นกลับทำลายความลึกลับของตัวละครอย่างน่าเสียดาย
และประเด็นที่กลายเป็นจุดบอดอีกอย่างคือการ Tie-in สินค้า ส่วนนี้ก็เข้าใจในสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจคอนเทนต์ในปัจจุบัน ที่ทำให้เราได้เห็นทั้งเครื่องดื่ม รองเท้านักเรียน ยาสีฟัน รถมอเตอร์ไซค์ และชุดชั้นใน ส่วนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวละครก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่บางอย่างก็ชัดเจนและดูตั้งใจเกินไป โดยเฉพาะใน EP2 (ตอน Panty) การที่ซีรีส์พูดเรื่องการถูกลดทอนคุณค่า แต่กลับจบลงด้วยการโชว์สินค้าสปอนเซอร์ในท่าโพสต์แบบนางแบบโฆษณา ทำให้เมสเสจที่ซีรีส์พยายามสื่อสารถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงอย่างน่าเสียดาย
มาถึงตอนนี้เด็กใหม่ The Reset ดูเหมือนจะสูญเสียเสน่ห์บางส่วนไป นั่นคือความสามารถในการทำให้คนดูรู้สึก “ผิดบาป” ที่ไปแอบเอาใจช่วยปีศาจสาวอย่างแนนโน๊ะ ภาคนี้เรากลับรู้สึกเฉยๆ เพราะเธอเป็นเพียงเจ้าหน้าที่รัฐจากนรกที่มาทำหน้าที่พิพากษาตามใบสั่งบทละคร

* เด็กใหม่ The Reset ฉายแล้ววันนี้ทางช่อง One31 และ Netflix

