วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และ ดัชมิลล์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคตได้
ทั้งนี้ ภายหลังมีการปรับขึ้น ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 รายยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือนเมษายน
โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซลเวนต์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม
พร้อมเตรียมเจรจากับทางการเกาหลีใต้เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซลเวนต์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่นๆ เพิ่มเติมทันที
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่
จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป
ในส่วนของมาตรการตรวจสอบ กรมฯ ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้า
ตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ

