×

เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก

05.02.2026
  • LOADING...
ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย

เข้าสู่ทางตรงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยศึกเลือกตั้งชี้ชะตาการเมืองไทยที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งหลายประเทศจับตาว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลใหม่ พร้อมจับสัญญาณทิศทางนโยบาย โดยหนึ่งในคำถามคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำจะส่งผลต่อการวางบทบาทของไทยในเวทีโลก และการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างไร

 

 

บทความนี้ได้ถามความเห็นจากนักวิเคราะห์ในจีน ซึ่งเชี่ยวชาญและติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อดูว่าจีนมองการเลือกตั้งนี้อย่างไร และคาดหวังอะไร

 

ภูมิทัศน์เลือกตั้งและทิศทางการเมืองไทยในมุมนักวิเคราะห์จีน

 

อวี๋ไห่ชิว (余海秋) ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน มองว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ชิงชัยกัน 500 ที่นั่งนั้น เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจใหญ่ในเวลานี้ นั่นคือ ขั้วฝ่ายปฏิรูปของพรรคประชาชนกับฝ่ายอนุรักษนิยมของภูมิใจไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อาจมองข้ามขั้วที่ 3 ของเพื่อไทยในฐานะ ‘ฝ่ายสายกลาง’ และเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง และเสถียรภาพของสังคมไทย

 

ฝ่ายปฏิรูปนั้นชูนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปราบปรามการทุจริต และปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานเสียงชนชั้นกลางในเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอาศัยฐานเสียงจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและข้อได้เปรียบทางโครงสร้าง ชูนโยบายเน้นความมั่นคงและชาตินิยม เพื่อรักษาฐานเสียงกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มจารีตนิยม ขณะที่ฝ่ายสายกลางคือเพื่อไทย มีฐานเสียงหนาแน่นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชูนโยบายปฏิรูปเชิงรุกแบบค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นพลังสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

 

ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย 1

อวี๋ไห่ชิว (余海秋) ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน ประเทศจีน

 

แต่อวี๋ไห่ชิวมองว่าพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างประชาธิปัตย์ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ และจะมีบทบาทในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้

 

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ยังมีการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีประเด็นที่ต่อสู้กันทางความคิดในรายละเอียดของสองขั้วอำนาจ แม้พรรคส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ตาม โดยภูมิใจไทยคัดค้านการแตะต้องหมวด 1 และ 2 ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาด แต่พรรคประชาชนก็ตอบโต้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถยกร่างทั้งฉบับได้ แต่ต้องไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างแน่นอน

 

ขณะที่ รศ.พานเยี่ยนเสียน (潘艳贤) จากวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนการพัฒนาการเมืองของไทย นัยสำคัญอยู่ที่การสร้างฉันทมติทางการเมืองและการวางรากฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต่างคาดหวัง

 

แต่ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนทิศทางประเทศมากน้อยแค่ไหนนั้น รศ.พานเยี่ยนเสียน เชื่อว่า ไม่ว่าโครงสร้างทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ความต้องการพื้นฐานของทุกภาคส่วนจะยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และการผลักดันการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งทุกพรรคการเมืองจะต้องฟังเสียงประชาชนมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภายในประเทศและเพิ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาค

 

อวี๋ไห่ชิวชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษนิยมของไทย ซึ่งแบกรับความคาดหวังของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงข้อจำกัดทางสถาบันและโครงสร้าง ซึ่งไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง ก็มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะได้รัฐบาลผสมต่อไป โดยที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างข้อเรียกร้องในการปฏิรูปและการรักษาเสถียรภาพ

 

“การเมืองไทยจะยังคงอยู่ในระยะของ ‘การค่อยๆ ปรับตัว’ มากกว่า ‘การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน’” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ผลเลือกตั้งส่งผลต่อบทบาทและอิทธิพลไทยในอาเซียนหรือไม่?

 

การเมืองภายในย่อมส่งผลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศ แน่นอนว่านักวิเคราะห์ต่างชาติก็จับสัญญาณเช่นกันว่าแต่ละพรรคมีนโยบายอย่างไร และจะส่งผลต่อบทบาทไทยในเวทีโลกมากน้อยแค่ไหน

 

ในมุมมองต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อวี๋ไห่ชิวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะส่งผลแบบจำกัดต่อบทบาทและอิทธิพลของไทยในอาเซียน โดยหลักๆ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลจะยังคงมีแนวนโยบายสนับสนุน ‘ความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ และสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ

 

“อย่างไรก็ตาม ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ แนวทางนโยบายหลัก รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ จะส่งผลต่อระดับความเข้มข้นในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการมีส่วนร่วมและการสร้างอำนาจการต่อรองในความร่วมมือระดับภูมิภาค” นักวิเคราะห์แห่งสถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน ให้ความเห็น

 

เช่นเดียวกับ พานเยี่ยนเสียน ที่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ก่อตั้งอาเซียนและมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ศูนย์กลางภูมิภาคจะยังมีสถานะเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน และสถานะนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสั่นคลอนในระยะสั้นนี้

 

รองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยอาเซียนศึกษาในกว่างซี มองว่าเสถียรภาพทางการเมืองของไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อสันติภาพและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากกระบวนการเลือกตั้งราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างรากฐานภายในของอาเซียนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะที่จุดยืนของไทยในการยึดถือความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงการผลักดันความเชื่อมโยงและความร่วมมือในภูมิภาคนั้นจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

“จีนหวังว่าไทยจะยังคงบทบาทนำในอาเซียน ผลักดันความสามัคคีและความร่วมมือ และรักษาความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค” รศ.พาน กล่าว

 

ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย 2

รศ.พานเยี่ยนเสียน (潘艳贤) วิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ ประเทศจีน

 

ทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีนหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร?

 

ทั้ง อวี๋ไห่ชิว และ พานเยี่ยนเสียน ต่างเห็นตรงกันว่า โครงสร้างพื้นฐานของความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมั่นคง และจะได้รับผลกระทบจากผลการเลือกตั้งในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น ทั้งสองยกคำพูด “ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ว่าเป็นประโยคที่จีนพูดถึงไทยเสมอมา ซึ่งสะท้อนภาพความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและจีน

 

“รากฐานทางยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมั่นคง สถานะพื้นฐานนี้จะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะผลการเลือกตั้งของไทย” พานเยี่ยนเสียนกล่าว พร้อมกับยกเหตุการณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2025 ว่าได้วางรากฐานความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ยั่งยืนและมั่นคงระหว่างสองประเทศ

 

ขณะที่อวี๋ไห่ชิวระบุว่า จีนให้ความสำคัญกับ ‘ความต่อเนื่องของนโยบาย’ ของรัฐบาลไทย เพื่อหวังสานต่อโครงการความร่วมมือต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม้มีการเปลี่ยนตัวรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนโทนความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

 

“พรรคการเมืองหลักของไทยล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับจีน ดังนั้นทิศทางจึงไม่น่าเปลี่ยน แต่ข้อแตกต่างอาจอยู่ที่จังหวะเวลาของความร่วมมือ ซึ่งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพจะเอื้อต่อการผลักดันความร่วมมือที่ต่อเนื่อง แต่หากเกิดความระส่ำระสายขึ้นจากภายใน ก็อาจส่งผลให้โครงการความร่วมมือต่างๆ ชะงักงัน” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ในมุมมองของผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษาในยูนนานนั้น ถ้ารัฐบาลใหม่นำโดยฝ่ายอนุรักษนิยมของภูมิใจไทยจะช่วยให้ความร่วมมือกับจีนรุดหน้าได้เร็วขึ้น ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายปฏิรูปอาจมีแนวนโยบายที่พยายามรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

 

นอกจากความสัมพันธ์ในทางการเมืองแล้ว จีนและไทยยังมีความผูกพันทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งในฐานะที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับต้นๆ ระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดดุลการค้า 2.2 ล้านล้านบาทของไทยในปีที่แล้วได้กลายเป็นความท้าทายในความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่าไม่สมดุล ซึ่งไทยก็ต้องการขายสินค้าให้จีนมากขึ้น ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ยากขึ้น และจีนก็หันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้นแทน

 

แต่สำหรับจีนแล้ว อวี๋ไห่ชิวมองถึงโอกาสในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ

 

“รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงและความร่วมมือทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันโครงการทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ขณะที่พานเยี่ยนเสียนชี้ว่า จีนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องกัน 12 ปี ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยไทยและจีนสามารถร่วมมือกันในหลายเวทีผ่านกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP), ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงโครงการสำคัญอย่างทางรถไฟไทย-จีน และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

 

ส่วนในด้านการลงทุน อวี๋ไห่ชิวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของคนจีนเพียงระยะสั้น แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจีนต้องการคว้าโอกาสในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ๆ ในภูมิภาค เพื่อรับมือกับความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก

 

พานเยี่ยนเสียนแสดงความคาดหวังด้วยว่า จีนและไทยจะกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยที่สามารถแสดงบทบาทร่วมกันรักษาเสถียรภาพและสันติภาพ ตลอดจนส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

 

ไทยต้องเลือกข้างจีนหรือสหรัฐฯ หรือไม่?

 

ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นและรุนแรง ไทยเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างเพิ่มขึ้น แต่อวี๋ไห่ชิวระบุว่า ด้วยประเพณีทางการทูตและยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจของไทย จะทำให้ไทยควบคุมสถานการณ์ได้ และจะไม่ ‘เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง’ อย่างง่ายดาย

 

“หัวใจสำคัญคือการรักษาสมดุลแบบพลวัตระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงการผูกติดกับขั้วอำนาจเดียว แม้แรงกดดันจะสูงขึ้น แต่ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลของไทยยังมีความยืดหยุ่น โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ใช้กลไกพหุภาคี และความร่วมมือที่หลากหลายในการกระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาความมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง” ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน กล่าว

 

ในเรื่องนี้ รศ.พาน มีความเห็นที่สอดคล้องกัน โดยมองว่าไทยยึดถือแนวทางการทูตแบบ ‘เศรษฐกิจนำ’ และ ‘สร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ’ มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ไทยยังยืนหยัดในนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระ ซึ่งจุดยืนนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

 

ส่วนนักวิเคราะห์จากวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ มองว่าความต้องการหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ สันติภาพ การพัฒนา ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทุกประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และผลักดันความร่วมมือที่เปิดกว้างและครอบคลุม ซึ่งจีนก็ยืนหยัดในเส้นทางที่คล้ายกัน โดยยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เสมอภาค และแบ่งปันผลประโยชน์

 

“ดังนั้นเมื่อไทยได้รัฐบาลใหม่จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่ส่งเสริมภูมิภาคนี้โดยรวม มากกว่าที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าและความตึงเครียดกับมหาอำนาจภายนอก” พานเยี่ยนเสียนกล่าว

 

“จีนคาดหวังว่าไทยจะยังคงยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ โดยใช้เศรษฐกิจเป็นแกนหลักในการทูต เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์กับนานาประเทศ”

 

ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยต่อมหาอำนาจ

 

ในมุมมองของอวี๋ไห่ชิว ไทยจะมีสถานะเป็น ‘จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจทดแทนได้’ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ผ่าน 3 บทบาทหลัก คือ ผู้สร้างสมดุลหลักของอาเซียน, ศูนย์กลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ และจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

 

“หัวใจสำคัญคือการสานต่อแนวทางการสร้างสมดุลเชิงรุกโดยไม่เลือกข้างและเน้นความมีอิสระของการดำเนินนโยบาย ด้วยกลยุทธ์ผสมผสานระหว่างการพึ่งพาเศรษฐกิจจีน สร้างสมดุลในความมั่นคง และประสานความร่วมมือพหุภาคี เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย” ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษาในยูนนาน กล่าว

 

เธอทิ้งท้ายว่า ตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทยจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความสำเร็จของ ‘การสร้างสมดุล’ จะขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะสามารถรักษาเส้นแบ่ง “การไม่เลือกข้างและปกป้องผลประโยชน์หลัก” ได้หรือไม่ แต่ตราบใดที่ไทยและจีนยึดถือผลประโยชน์ร่วมกันและเคารพกันและกัน ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือระดับภูมิภาคมีความมั่นคงและพัฒนาไปในทางที่ดีได้

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising