จีนประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับสินค้านำเข้าทุกประเภทจากสหรัฐฯ โดยเรียกเก็บที่อัตรา 34% เท่ากับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บกับจีนในรอบล่าสุด ส่งผลให้สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ตึงเครียดขึ้น และสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว
คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีนระบุว่า การเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เมษายนนี้ ซึ่งไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่อัตราภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจีนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน
คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ ที่ประกาศมาตรการภาษีกับจีนก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีนอย่างร้ายแรง และถือเป็นการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จีนยังประกาศสอบสวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดเอกซเรย์ที่ใช้ในทางการแพทย์ที่มาจากสหรัฐฯ และอินเดียด้วย
ขณะเดียวกันจีนยังควบคุมการส่งออกสินแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) 7 ชนิดไปยังสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงซาแมเรียม แกโดลิเนียม และเทอร์เบียม โดยแร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม มาตรการตอบโต้ของฝั่งจีนก็ทำให้เกิดคำถามว่าจะกระทบเศรษฐกิจจีนเองมากแค่ไหน เนื่องจากเวลานี้เศรษฐกิจจีนก็อยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะที่รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ และเวลานี้ยังมีแนวโน้มที่จะได้เผชิญกับสงครามการค้าระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้น
ภาพ: Lightspring via Shutterstock
อ้างอิง: