×

ไชยันต์ ไชยพร เป็น 1 ในพยานของ กกต. คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีอีก 1 ราย

โดย THE STANDARD TEAM
08.04.2026
  • LOADING...
ภาพ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร ยืนให้สัมภาษณ์

ศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า ตนเองได้รับเชิญจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็น 1 ในพยาน ในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้พิจารณาวินิจฉัยว่า กกต. ในฐานะผู้ถูกร้อง ได้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่

 

ศ. ดร. ไชยันต์เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวระหว่างร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีสัมมนาทางวิชาการเนื่องในวาระ 28 ปีของศาลรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขณะที่ผู้ดำเนินรายการสอบถามความเห็นเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ ศ. ดร. ไชยันต์ออกตัวว่า ไม่สามารถตอบอะไรได้มาก เนื่องจาก กกต. เชิญให้ตนเองเป็นพยานในคดีดังกล่าว

 

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อนุญาตให้ผู้ร้องและผู้ถูกร้องขยายเวลาการยื่นหลักฐานและพยานออกไป 15 วัน

 

ทั้งนี้ นอกจาก ศ. ดร. ไชยันต์แล้ว กกต. ยังได้เทียบเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวะคอมพิวเตอร์เพื่อร่วมเป็นพยานอีกรายหนึ่งด้วย

 

สำหรับ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร เคยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกรณีที่เขาได้ฉีกบัตรเลือกตั้งต่อหน้าสื่อมวลชน ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้นไม่มีความชอบธรรม

 

ต่อมาเขาถูกฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดพระโขนงในฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่ในที่สุดศาลได้ยกฟ้อง โดยได้อ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่มีความเที่ยงธรรม การกระทำของไชยันต์จึงไม่ใช่การทำลายบัตรเลือกตั้ง อีกทั้งไม่ใช่การกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่ผู้อื่น

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาลงโทษ โดยเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดสำเร็จขณะที่ฉีกบัตรเลือกตั้ง ตามมาตรา 358 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 108 ที่ใช้บังคับอยู่ในวันดังกล่าว และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หามีผลต่อการกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใดไม่ 

 

ส่วนข้อโต้แย้งของจำเลยที่ว่าเป็นการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 นั้น ศาลเห็นว่าการใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีจะต้องเป็นการกระทำที่มิได้ล่วงละเมิดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ว่ากาความผิด

 

ศาลฎีกาจึงได้พิพากษาโทษยืนตามศาลอุทธรณ์ คือเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 

 

แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งเป็นผู้มีความรู้ความสามารถโดยรับราชการอยู่ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ระดับ 9 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 5 ปี

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising