×

กัมพูชาเรียกร้องไทยถอนทหารกลางเวที UNHRC ชี้กระทบสิทธิมนุษยชน-ทำประชาชนกว่า 6.5 แสนคนพลัดถิ่น

24.02.2026
  • LOADING...
ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงการณ์เรียกร้องไทยถอนทหารจากชายแดน ในการประชุม UNHRC

ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและ ความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 (United Nations Human Rights Council) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์)

 

โดยกล่าวหาไทยว่า “ตั้งฐานทหารรุกล้ำดินแดนกัมพูชาหลังตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 จนทำให้ประชาชนพลัดถิ่น 6.5 แสนคน” พร้อมทั้ง “เรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง และถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

ในการแถลง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ชี้ว่าระบบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ท่ามกลางความขัดแย้งทางอาวุธ ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวที่เพิ่มขึ้น

 

เขากล่าวว่า “ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น ขึ้นอยู่กับการเคารพอย่างเคร่งครัดต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งยกประสบการณ์ของกัมพูชาที่ผ่านพ้นความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะฟื้นคืนสู่สันติภาพผ่านกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดความยากจน การเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสตรีและการเสริมสร้างกรอบกฎหมายเพื่อป้องกันความรุนแรงในครอบครัว การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงาน

 

นอกจากนี้ เขากล่าวว่า กัมพูชายังเดินหน้าปฏิรูปกฎหมาย ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม ตั้งเป้าปลอดทุ่นระเบิดภายในปี 2030 และให้ความช่วยเหลือประเทศอื่นในการฝึกอบรมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ควบคู่กับการเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็น ‘ภัยคุกคามระดับโลก’ และยืนยันว่า กัมพูชามีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจ ทำลายเครือข่ายอาชญากรรม ช่วยเหลือเหยื่อหลายพันคน และเตรียมออกกฎหมายเฉพาะเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว

 

ปรัก สุคน กล่าวถึงประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า “ตั้งแต่กลางปี ​​2025 ที่ผ่านมา ปฏิบัติการทางทหารของไทยได้ขยายไปยังเขตชายแดนหลายแห่ง ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน และผลที่ตามมานั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”

 

เขาอ้างว่า “ข้อตกลงหยุดยิงครั้งที่ 2 ที่บรรลุเมื่อปลายปี 2025 นั้นอ่อนแอ” และกล่าวหาไทยว่า “ทำการตั้งฐานทัพทางทหารนอกแนวเส้นที่กำหนดไว้ และเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในดินแดนกัมพูชา”

 

“ในเมืองชายแดนที่ถูกยึดครองหลายแห่ง พลเรือนถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านเรือนถูกทำลาย มีการตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ขัดขวางการกลับคืนสู่ถิ่นฐานอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือน” ปรัก สุคน กล่าว

 

เขากล่าวว่า ในหลายเมืองชายแดนที่ถูกยึดครอง พลเรือนกัมพูชาถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือน บ้านถูกทำลาย ฝ่ายไทยมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร และปิดกั้นทางเข้าออกด้วยลวดหนาม ส่งผลให้ประชาชนกว่า 650,000 คนต้องพลัดถิ่น และมากกว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ พร้อมระบุว่า “การกระทำดังกล่าวละเมิดข้อตกลงระหว่างสองประเทศ” และ “ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างร้ายแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

 

“ตลอดช่วงเวลานี้ กัมพูชาได้แสดงความรับผิดชอบและความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด โดยการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รับประกันการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องแก่ผู้พลัดถิ่น และยังคงมุ่งมั่นอย่างแข็งขันต่อการหยุดยิงที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการเจรจาอย่างสันติเพื่อกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง”

 

ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้มีการเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรียกร้องให้ไทย “ถอนกำลังทหารออกจากดินแดนกัมพูชา”

 

พร้อมทั้งย้ำว่า “การคงอยู่ของกำลังทหารไทย ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกลับคืนสู่บ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีของพลเรือนกัมพูชา ตลอดจนการระงับข้อพิพาทอย่างสันติโดยยึดหลักการไม่ใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

 

“มีเพียงการดำเนินการเช่นนี้เท่านั้น ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีเสถียรภาพ และเคารพซึ่งกันและกันได้” ปรัก สุคนกล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising