ท่ามกลางสถานการณ์ ‘วิกฤตพลังงาน’ ที่ทวีความตึงตัว แนวคิดการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรค 3 เพื่อเร่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่มีอำนาจเต็มเร็วขึ้น ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางเลือกเชิงนโยบาย
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ว่า แนวทางดังกล่าวอาจไม่ใช่คำตอบ ต่อปัญหาที่แท้จริง และยังอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการเมืองโดยไม่จำเป็น
เร่งอำนาจครม. แต่ไม่การันตีแก้วิกฤต
ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เสนอในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ว่า ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน รัฐบาลสามารถอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรค 3 เพื่อให้ ครม. ชุดใหม่ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที แม้ยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยอาจขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยประกอบ
อย่างไรก็ตาม ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า แม้รัฐธรรมนูญจะเปิดช่อง ให้ดำเนินการได้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน แต่การมีอำนาจเต็มเร็วขึ้นไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงพอ ที่จะคลี่คลายวิกฤตพลังงานได้ในทันที
“โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ครม. จะมีอำนาจเร็วหรือช้า แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากกว่า”
ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ไม่ได้ทันที
ดร.ปุรวิชญ์ อธิบายว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกจำนวนมาก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันและความต้องการในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การจัดหาน้ำมันจากแหล่งใหม่ก็ไม่สามารถทำได้ทันที เนื่องจากต้องอาศัยกระบวนการจัดซื้อ การขนส่ง และการบริหารจัดการที่ใช้เวลา
แม้รัฐบาลจะสามารถใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน การลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะช่วยให้มีน้ำมันเพียงพอ หรือบรรเทาผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว
ทางลัดทางกฎหมาย กับความเสี่ยงทางการเมือง
ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการธรรมศาสตร์เตือนว่า การใช้มาตรา 161 และ 162 อาจสร้าง ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ มากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ
เหตุผลสำคัญมีอย่างน้อย 2 ประเด็น
1.ไม่มีบรรทัดฐานการใช้มาก่อน การตีความคำว่า ‘จำเป็นเร่งด่วน’ ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงทางกฎหมายและการเมือง
2.ความคาดหวังสูง แต่ผลลัพธ์อาจไม่ทันการณ์ หากรัฐบาลมีอำนาจเต็มเร็วขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น อาจยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
“ถ้าทำแล้วไม่เห็นผลชัดเจน จะกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิกฤตพลังงานเชื่อมโยงไปถึงค่าครองชีพและราคาสินค้า”
ไทม์ไลน์ปกติ อาจต่างเพียงเล็กน้อย
เมื่อพิจารณาตามไทม์ไลน์ปกติ การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงวันที่ 10-11 เมษายน หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 16 เมษายน 2569
ดังนั้น แม้การใช้มาตรา 161 จะช่วย ‘ร่นเวลา’ ให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มเร็วขึ้น แต่ก็เป็นเพียง ‘ความแตกต่างเล็กน้อย’ เมื่อเทียบกับระยะเวลาทั้งหมด
อำนาจเต็มสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ดร.ปุรวิชญ์ ย้ำว่า แม้วิกฤตพลังงานจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการออกมาตรการเชิงรุก เช่น นโยบายภาษี การกู้เงิน หรือการจัดการโครงสร้างพลังงาน
แต่คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ “การมีอำนาจเต็มเร็วขึ้น จะทำให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้นจริงหรือไม่”
ในบริบทที่วิกฤตมีแนวโน้มยืดเยื้อ และนโยบายต้องใช้เวลาในการเห็นผล การเร่งใช้อำนาจอาจไม่ใช่ ‘ทางลัด’ ที่นำไปสู่ทางออก หากแต่เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ‘ประสิทธิภาพ’ และ ‘ความเสี่ยงทางการเมือง’ อย่างรอบคอบ


