วานนี้ (8 เมษายน) ที่ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) มีการจัดการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สอง (ครั้งที่ 2) โดยมี เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ซึ่งวาระสำคัญคือการพิจารณาญัตติของ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตลาดกระบัง ที่เสนอขอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาย้ายสถานที่ตั้งสำนักงานเขตลาดกระบังแห่งใหม่
สุรจิตต์ ได้อภิปรายพร้อมนำเสนอภาพถ่ายความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างสำนักงานเขตลาดกระบังแห่งใหม่ ซึ่งเป็นอาคารความสูง 9 ชั้น และมีชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้น โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวประสบปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน ทั้งที่ตามสัญญาต้องใช้เวลาดำเนินการ 900 วัน นับตั้งแต่ลงนามในปี 2564 ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 157 ล้านบาท จึงได้ตั้งคำถามถึงความคืบหน้าและการดำเนินการขั้นต่อไปของกรุงเทพมหานคร
นอกจากปัญหาการทิ้งงานแล้ว สุรจิตต์ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของพื้นที่ก่อสร้างเดิม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของโรงพยาบาลลาดกระบัง (โรงพยาบาลนคราภิบาล) ที่มีถนนทางเข้าคับแคบและเสี่ยงต่อปัญหาการจราจรติดขัดในอนาคต จึงได้เสนอแนวคิดในการย้ายสำนักงานเขตไปยังพื้นที่แปลงใหม่ขนาด 8 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่ประชาชนอุทิศให้กับ กทม. พร้อมเสนอให้ยกอาคารที่กำลังก่อสร้างนี้ให้กับโรงพยาบาลลาดกระบัง เพื่อขยายศักยภาพให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ทางการแพทย์ของกรุงเทพตะวันออก
โดยมองว่าการย้ายสำนักงานเขตจะก่อให้เกิดประโยชน์ 5 ประการ ได้แก่ 1) การเพิ่มศักยภาพของโรงพยาบาลลาดกระบัง 2) การยกระดับสำนักงานเขตให้เป็นศูนย์ราชการยุคใหม่ 3) การลดความแออัดในพื้นที่เมืองเดิม 4) การเข้าถึงประชาชนและศูนย์การเกษตรได้อย่างแท้จริง และ 5) การช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนโดยรอบ
ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากที่ประชุม โดย สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ส.ก. เขตจอมทอง ได้ร่วมอภิปรายตั้งข้อซักถามอย่างดุเดือดถึงบริษัทผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน พร้อมจี้ให้สำนักการโยธาออกมาชี้แจงกระบวนการลงโทษและปรับเงินบริษัทดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชนและเป็นเยี่ยงอย่างในการประมูลงานของรัฐ
ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน กทม. มีโครงการที่ประสบปัญหาลักษณะนี้อยู่ 2-3 โครงการ โดยส่วนใหญ่เกิดจากบริษัทเดียวกันและเป็นโครงการที่ทำสัญญาไว้ก่อนที่คณะผู้บริหารชุดปัจจุบันจะเข้ามาทำงาน กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการคัดเลือกผู้รับเหมาในอนาคต ที่จะต้องพิจารณาคุณสมบัติอย่างรอบคอบและไม่ยึดเพียงเกณฑ์ราคาประมูลต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
สำหรับข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนอาคารเป็นโรงพยาบาลและการย้ายสำนักงานเขตนั้น กทม. ยินดีรับไปศึกษาความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของประชาชน แต่ได้แสดงความห่วงใยว่าการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์โครงการในขณะนี้อาจส่งผลให้กระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ขณะที่ ผู้อำนวยการสำนักการโยธา ได้ชี้แจงเสริมถึงความคืบหน้าทางกฎหมายว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วนแล้ว ทั้งการแจ้งค่าปรับ การสงวนสิทธิ์การเรียกค่าปรับ การประกาศเป็นผู้ทิ้งงาน และกำลังอยู่ในกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในท้ายที่สุด ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบกับญัตติของ ส.ก.เขตลาดกระบัง และได้ส่งมอบเรื่องให้ฝ่ายบริหารรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป


