หลังจากปล่อยซิงเกิลล่าสุด ก่อนเช้า เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา พร้อมๆ กับเนื้อเรื่องในละคร พรหมไม่ได้ลิขิต ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุดของ บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว (แสดงคู่กับ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา) กำลังเข้มข้น THE STANDARD POP ได้ชวนซูเปอร์สตาร์ที่หายหน้าหายตาไปในช่วงหลังกลับมารื้อฟื้นความทรงจำถึงช่วงเวลาสำคัญในอดีต จากเด็กที่อยากเป็นจุดเด่น ชอบเรียกร้องความสนใจ กลายเป็นเชื้อไฟเล็กๆ ให้เขาตัดสินใจครั้งสำคัญบนเวทีประกวด The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 3 ผ่านช่วงพีกในวงการบันเทิง ไปจนถึงการท้าทายตัวเองครั้งใหญ่กับผลงานผลงานระดับบรอดเวย์ Waterfall The Musical ในปี 2558
ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ล้วนมีความสำคัญที่หล่อหลอมให้บี้เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มใหญ่วัย 33 ปี ที่มีความคิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบแทนทุกๆ การยอมรับจากคนในสังคมให้มากกว่านี้
ชีวิตของเด็กชายบี้เริ่มต้นจากการซื้อของเพราะอยากเป็นจุดเด่น
ตั้งแต่เด็กๆ ผมมีนิสัยไม่ชอบอยู่คนเดียว อยากเป็นจุดเด่น อยากให้คนมาสนใจ อยากมีอะไรที่คนอื่นเขาไม่มี สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้นคืออ้อนวอนขอเงินพ่อแม่ไปซื้อของเล่น ทั้งที่พ่อแม่เราก็ไม่ค่อยมีเงิน เรารู้ว่าตัวเองไม่เด่น แต่อยากมีของเล่นไปโรงเรียนแล้วให้เพื่อนทักว่า เฮ้ย นั่นอะไรอะ (หัวเราะ)
พอไปโรงเรียนเราก็เด่นจริงๆ กับแค่หุ่นยนต์เล็กๆ ตัวละ 80 บาทเองนะ แต่สมัยก่อนเพื่อนๆ เขาจะถูกห้ามไม่ให้ไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า แต่พ่อแม่เลี้ยงผมแบบสบายๆ เขาอนุญาตให้ไปได้ ผมก็จะปั่นจักรยานไปซื้อมาอวดเพื่อนได้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนั้นมันทำให้ผมรู้สึกดีนะ ถึงแม้มันจะไม่ได้มาจากตัวเราทั้งหมดหรอก แต่อย่างน้อยการมีคนยอมรับในสิ่งที่เรามีมันก็เติมเต็มความรู้สึกของเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่อยากเป็นจุดด้อยได้เหมือนกัน
บี้สมัยเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย และสมัยเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
เริ่มเล่นดนตรีเพราะต้องการให้เพื่อนยอมรับ
หลังจากนั้นก็คิดว่าทำยังไงเราถึงจะเป็นจุดเด่นได้มาตลอด พอโตขึ้นมาอยู่ในแก๊งเพื่อนสนิทเกือบ 10 คน ทุกคนเล่นดนตรีได้ ก็ตั้งวงดนตรีกันโดยเราไม่ได้อยู่ในนั้น ได้แต่ไปยืนมองเฉยๆ แล้วรู้สึกว่า อ้าว กูไม่ได้เป็นจุดเด่นเลยนี่หว่า
ก็เลยเก็บเงินซื้อกีตาร์ ซื้อเบส ฝึกตีกลอง แต่ก็ได้แค่ระดับพื้นฐาน ไม่ทันคนอื่น ตอนหลังก็เลยไปซื้อตู้แอมป์มา เพื่อที่ว่าเวลาเพื่อนมีเล่นคอนเสิร์ตที่ไหน เขาจะได้มายืมอุปกรณ์เราไปใช้ คือไม่ต้องเอาตัวเราไปก็ได้ อย่างน้อยแค่ยอมรับของเราไปก็ยังดี คิดดูสิครับ มันเป็นเด็กที่คิดอะไรแค่นั้นจริงๆ (หัวเราะ)
ทีนี้เริ่มมีจุดเปลี่ยนตอนผมกับเพื่อนนั่งรถไฟจากเชียงใหม่ไปดูงานพัทยา มิวสิก เฟสติวัล แล้วพวกที่ฟอร์มวงดนตรีก็พูดขึ้นมาว่าเดี๋ยวปีหน้าพวกเราจะต้องมาอยู่บนเวทีนี้ให้ได้ แต่ไอ้คำว่าพวกเราเนี่ยมันไม่ได้มีเรารวมอยู่ด้วย ก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้ แล้วก็ได้ยินเรื่องเวที The Star ตอนแรกยังไม่รู้เรื่องอะไรนะ แต่เพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยรวมหัวกันหลอกว่าผมร้องเพลงเพราะ ก็เลยมีความมั่นใจไปประกวด จนได้เข้ารอบมาด้วยความเชื่อว่าเราต้องกลายเป็นจุดเด่น ณ เวลานั้น
ไต่เต้าสู่การเป็น ‘ดาว’
สิ่งเดียวที่คิดตอนนั้นคือถ้าเราได้เป็น The Star เดี๋ยวจะต้องมีเพลงของเราไปวางที่ร้านขายซีดี วางขายในเซเว่น แล้วถ้าเพื่อนมาเจอ เขาต้องพูดว่า เฮ้ย นั่นมันไอ้บี้นี่นา แต่พอเข้ามาก็ได้รู้ความจริงว่าเราโดนเพื่อนหลอกว่าร้องเพลงเพราะ ที่เข้ารอบมาได้เพราะโชคดีที่กรรมการเขาคงเห็นอะไรบางอย่าง
เราต้องมายืนบนเวทีที่คนอื่นเขาร้องเพลงเพราะจริงๆ เวลาโดนคอมเมนต์ กรรมการก็จะพูดถึงการเพิ่มเทคนิคให้ร้องเพลงได้เพราะขึ้น แต่ของผมจมอยู่เรื่องเดียวคือทำยังไงให้ร้องเพลงแล้วไม่เพี้ยน เหมือนอยู่คนละระดับกับคนอื่นอย่างชัดเจน ถามคุณครูว่าทำยังไงให้ไม่เพี้ยน ทำยังไงให้ไม่ต้องไปโดนด่าบนเวที พยายามอย่างหนักจนประคองตัวเองได้มากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือมีเพื่อนไปเห็นอัลบั้มของ The Star วางขายแล้วพูดว่า เฮ้ย นั่นมันไอ้บี้นี่นา จริงๆ แล้วปีต่อมาก็ได้ไปเล่นที่งานพัทยา มิวสิก เฟสติวัล เวทีที่เพื่อนๆ พูดไว้ว่าจะต้องมาขึ้นให้ได้ แต่ในวันที่ผมได้ขึ้น ทุกคนที่เล่นดนตรีต้องแยกย้ายกันหมด เพราะเรียนอยู่ปี 4 ต้องไปโฟกัสเรื่องธีสิส เรื่องทำโปรเจกต์จบ คิดเรื่องสมัครงาน
หน้าที่และความรับผิดชอบที่ ‘ดวงดาว’ ต้องแบกรับ
แต่กลายเป็นว่าความรู้สึกที่ได้ไปยืนอยู่บนเวทีกลับไม่ใช่แบบที่ผมคิด เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด ผมแค่อยากเรียกร้องความสนใจจากเหล่าคนข้างๆ กาย จากพ่อแม่ จากญาติ จากเพื่อน แค่นั้นเอง เพราะคนเหล่านี้คือคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับชีวิตผมจริงๆ
แต่กับกลุ่มใหญ่ ผมไม่ได้รู้จักเขาอย่างจริงจัง ไม่ได้ไปพูดคุยกับเขาทั้งหมด เลยไม่รู้ว่าจะเรียกร้องการยอมรับจากมหาชนตรงนี้ไปทำไม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพวกเขายอมรับในตัวผมจริงๆ มันเลยกลายเป็นว่าเราไม่ได้ขึ้นไปยืนบนเวทีแล้วรู้สึกดีที่เป็นจุดเด่น แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตอบแทนการยอมรับจากพวกเขา อย่างน้อยเราต้องสร้างความสุขให้กับพวกเขาให้ได้ ไม่ว่าจะด้านการร้องเพลง การแสดง การเล่นคอนเสิร์ต หรืออะไรก็ตาม แล้วผมก็คิดแบบนั้นมาตลอดตั้งแต่จบรายการ The Star และเข้าสู่การเป็นศิลปินเต็มตัว
บี้ สุกฤษฎิ์ และลอร่า กริฟฟิต นักแสดงจาก Waterfall The Musical
มุ่งหน้าสู่เวทีบรอดเวย์เพื่อเติมเต็มความฝันให้เจ้านาย
ส่วนการไปเล่นบรอดเวย์ก็ไม่ได้ไปเพราะความรู้สึกว่าต้องการการยอมรับในระดับโลก แต่สิ่งที่ผมคิดกับการไปบรอดเวย์คือมันเป็นความฝันของเจ้านาย (บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ที่ให้โอกาสมากมายกับผม ทั้งการร้องเพลง มีคอนเสิร์ตใหญ่ ได้แสดงละครโทรทัศน์ ละครเวที อีเวนต์ และงานโฆษณาต่างๆ จนเรียกว่าผมได้สร้างชีวิตจากโอกาสที่เขาให้ ทั้งที่จริงๆ มีคนที่เก่งกว่าผมอีกตั้งเยอะ
แต่เมื่อเขาให้โอกาสมาแล้ว ถ้าวันหนึ่งเราได้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ช่วยเติมเต็มความฝันของเขาได้ ผมก็ยินดีที่จะทำ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้อยากไปเลยนะ อยู่เมืองไทยสบายกว่าอยู่แล้ว ผมมีงานที่ดี มีแฟนคลับที่น่ารัก แต่การไปบรอดเวย์มันต้องทิ้งงานตรงนี้เพื่อไปฝึกอยู่หลายปี แต่ผมก็คิดว่ามันคุ้มที่จะทิ้งตรงนั้นไปเพื่อแสดงความกตัญญูกับผู้มีพระคุณของผม
หยุดไขว่คว้าและทำทุกอย่างเพื่อสังคมและคนรอบข้าง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่ว่าจะซื้อของเล่น ซื้อเครื่องดนตรี ประกวด The Star ทำงาน ไปเล่นบรอดเวย์ มันมาจากพื้นฐานความคิดที่ว่าผมต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า แล้วผมก็ได้รับมันมาจากแฟนคลับ จากเจ้านาย จากผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสมาตลอด 12 ปีที่ผมทำงานในวงการบันเทิง
ผมได้ประสบการณ์ชีวิตแทบทุกอย่างที่ผมต้องการ จนหลายคนเคยพูดกับผมว่าบางคนอายุ 50 ปีจะได้ประสบการณ์ชีวิตแบบผมหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แต่ผมได้รับทั้งหมดมาตั้งแต่อายุ 33 ผมกอบโกยทำทุกอย่างเพื่อตัวเองมาจนถึงจุดที่คิดว่าผมไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
ต่อไปเราควรต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อคืนให้กับสังคมบ้าง อย่างน้อยที่สุดผมจะพูดกับทุกคนที่ทำทุกๆ โปรเจกต์ร่วมกับผมว่า ถ้าทำงานกับผมแล้วมีความสุข ผมยินดีที่จะทำงานกับทุกคน แต่ถ้าคิดว่าทำงานร่วมกันแล้วจะสร้างความทุกข์ใจให้กับใครก็ตาม สามารถเอาผมออกจากโปรเจกต์นั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องเกรงใจอะไร ผมไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาผมได้สร้างความทุกข์อะไรให้กับผู้ร่วมงานไว้มากขนาดไหน แต่อย่างน้อยผมขอเริ่มต้นว่าจะไม่ทำให้ใครทุกข์ใจเป็นอันขาด
ส่วนเรื่องผลงานต่อไปหลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ละคร หรืออะไรก็ตาม มันจะไม่เริ่มต้นจากความอยากเด่นหรืออยากให้คนยอมรับ แต่จะถูกสร้างสรรค์ออกมาด้วยความรู้สึกว่าอยากสร้างความสุขให้กับทุกคนมากขึ้นต่อไปเรื่อยๆ รวมถึงการใช้สถานะที่เรามีอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคมในด้านอื่นๆ ตราบเท่าที่ผมยังสามารถทำหน้าที่ของผมตรงนี้ได้อยู่
ภาพ: GMM Grammy และช่อง one31
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
- ละคร พรหมไม่ได้ลิขิต ออกอากาศทางช่อง one31 ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 20.10 น. สามารถรับชมย้อนหลังได้ทาง LINE TV