ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ได้ลงนามรับรองกฎหมายขยายเพดานหนี้ ช่วยให้สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างฉิวเฉียด
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 49 ผ่านร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ให้กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยจะเพิ่มเพดานหนี้ของรัฐบาลกลางอีก 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับราว 31.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันที่ระดับ 28.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ
การลงนามในครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย เพื่อปูทางไปสู่การพิจารณาอนุมัติร่างกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการกู้ยืมของรัฐบาลอย่างแท้จริง
การอนุมัติรับรองร่างกฎหมายเพิ่มเพดานหนี้ในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นทันเวลาก่อนที่หนี้สินของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะพุ่งชนเพดานในวันที่ 15 ธันวาคม โดย เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้เตือนก่อนหน้านี้ว่า หากสภาคองเกรสไม่อนุมัติการปรับเพิ่มเพดานหนี้ ก็จะส่งผลให้สหรัฐฯ เผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและความน่าเชื่อถือของประเทศ
วันเดียวกัน สำนักข่าว AP ได้รายงานความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ (16 ธันวาคม) โดยมติดังกล่าวเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทั้งหลาย
ทั้งนี้ที่ประชุม ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25 เปอร์เซ็นต์
อ้างอิง:
ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH
Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP