ดัชนี SET ของหุ้นไทย พุ่งแตะ 1,403.96 จุด +3.4% ทำสถิติสูงสุดรอบกว่า 1 ปี หลังพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กว่า 190 – 200 ที่นั่ง ส่วนพรรคอันดับสองมีแนวโน้มว่าจะเป็นพรรคประชาชน จำนวน 115 – 120 ที่นั่ง
3 ปีก่อนหน้านี้ หุ้นไทยติดลบไปเกือบ 20% แต่ช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ก่อนจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2568 โดยดัชนี SET วิ่งขึ้นมาแล้ว 32% จากราว 1,050 จุด มาสู่ระดับ 1,400 จุด
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือว่า ‘เซอร์ไพรส์’ จากคะแนนเสียงระดับประมาณ 200 ที่นั่ง ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งในปี 2554 ที่พรรคอันดับหนึ่งชนะการเลือกตั้งค่อนข้างขาดลอย
เมื่อเห็นภาพแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ต่างชาติคงจะเชื่อมั่นมากขึ้น ต่างชาติที่สะสมหุ้นไทยมาก่อนหน้านี้ น่าจะสะสมต่อ แต่ระดับการซื้อสุทธิอาจไม่รุนแรงเท่าปี 2554 ที่ครั้งนั้นต่างชาติซื้อสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท ภายใน 1 เดือน ส่วนครั้งนี้ คาดว่าจะเห็นแรงซื้อในระดับ 1-2 หมื่นล้านบาท ในเดือนนี้
ทั้งนี้ ณัฐชาตประเมินว่า การจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้จะแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์
1) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคกล้าธรรม (พรรคประชาธิปัตย์) และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งจะทำให้จำนวนเสียงฝั่งรัฐบาลในสภามีอยู่ประมาณ 280 เสียงบวกลบแม้อาจจะไม่ถึง 300 เสียง แต่ประเมินว่าการบริหารจัดการตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่ยอมรับได้
2) รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กบางพรรค ซึ่งจะทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลในสภาจะทะลุระดับ 300 เสียง ไปอยู่ที่ราว 330 เสียง หากออกมาในกรณีนี้ ช่วงแรกอาจมีความตะกุกตะกักในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่หากผ่านไปได้ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งอย่างสูง
ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่ 1 หรือ 2 มีโอกาสจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มักให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้มีการเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่มีการซื้อสุทธินับจากต้นปีไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท คล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่ง (Landslide)
“ตั้งแต่เปิดปีนี้ หุ้นไทยกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยอีกครั้งที่ระดับ 1,390 – 1,400 จุด กลุ่มหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศน่าจะนำตลาด อย่าง ค้าปลีก ไฟแนนซ์ ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งล้อไปกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย”
ด้าน อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ คาดว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว และมีความต่อเนื่องจากการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา
โดยมีนโยบายมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ลดค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อ ที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม และส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในหลายภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เช่น โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) การผลักดันให้เกิดบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายตลาดทุนไทยให้มีความทันสมัยและบังคับใช้รวดเร็วขึ้นจะยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว
ขณะที่ ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาถือเป็นเซอร์ไพรส์ในทางบวก ก่อนหน้านี้ตลาดประเมินไว้แล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาล แต่ไม่ได้คาดว่าจะได้คะแนนเสียงมากเท่านี้
“ต่างชาติน่าจะเชื่อมั่นในแง่เสถียรภาพ และซื้อสุทธิอย่างมีนัยสำคัญในวันนี้ ถ้ารอบนี้รัฐบาลเป็นการจับมือกันของภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม น่าจะช่วยให้รัฐบาลอยู่ครบวาระ”
ทั้งนี้ ดัชนี SET ที่ราว 1,400 จุด เป็นระดับใกล้กับระดับเหมาะสมที่ให้ไว้แล้ว ส่วนกรณีดีสุดของดัชนี SET ที่เคยประเมินไว้ 1,500 จุด มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว รัฐบาลมาจากการจับมือของพรรคการเมืองน้อยพรรค


