หากประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือหนังสือเล่มใหญ่ หน้าที่ว่าด้วยการเลือกตั้งของกรุงเทพมหานคร คงเป็นบทที่เขียนด้วยลายมือหวัดเกลื่อนและคาดเดาตอนจบได้ยากที่สุด
จากปรากฏการณ์ ‘จำลองฟีเวอร์’ ในปี 2535 ที่คนกรุงโหยหาความสมถะ สู่วายุภักษ์ ‘ไทยรักไทย’ ที่กวาดแลนด์สไลด์ด้วยนโยบายกินได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่ป้อมปราการของ ‘ประชาธิปัตย์’ ในยามวิกฤตความขัดแย้ง จนกระทั่งล่าสุดกับปรากฏการณ์ ‘สึนามิสีส้ม’ ในปี 2566 ที่พรรคก้าวไกล (เดิม) กวาดไปถึง 32 จาก 33 ที่นั่ง
ภาพสะท้อนตลอด 3 ทศวรรษยืนยันสัจธรรมหนึ่งข้อ ‘คนกรุงเทพฯ ไม่เคยมีเจ้าของ’ เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่ของความภักดี แต่เป็นพื้นที่ของ ‘ความหวัง’ และพร้อมจะเหวี่ยง (Swing Vote) ไปหาผู้ที่ตอบโจทย์ยุคสมัยได้ดีที่สุด และในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ กรุงเทพฯ กำลังจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ชี้ขาดอีกครั้ง ว่าใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศไทย
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
ศึกสามก๊กโมเดลใหม่: ส้ม แดง และการกลับมาของสีฟ้า
การเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากปี 2566 อย่างสิ้นเชิง บรรยากาศไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส ‘มีลุงไม่มีเรา’ ที่รุนแรงเหมือนเก่า แต่กลับกลายเป็นการต่อสู้ด้วย ‘แผลเป็น’ และ ‘ผลงาน’ ของแต่ละพรรค
พรรคประชาชน (สีส้ม) แม้จะเผชิญมรสุมยุบพรรค เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนผู้นำ แต่กระแสความนิยมในเมืองหลวงยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และมนุษย์เงินเดือนที่ ‘อิน’ กับประเด็นความโปร่งใสของกองทุนประกันสังคม
อย่างไรก็ตาม โจทย์หินของค่ายส้มคือการรักษาฐานที่มั่นเดิม 32 ที่นั่ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสบการณ์บริหารและความสุดโต่งในบางนโยบายที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาโจมตี ทำให้รอบนี้มีการเปลี่ยนตัวผู้สมัครเกือบยกแผง ขยับกลุ่มเสี่ยงที่ติดคดีแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อาทิ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก โตโต้-ปิยรัฐ จงเทพ ขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ และคัดกลุ่มที่ไม่ผ่านประเมินไม่ได้ไปต่อ
ท่ามกลางการประเมินจากกูรูทางการเมืองหลายท่านที่ฟันธงว่า รอบนี้พรรคส้มคงไม่สามารถรักษาแชมป์ทั้ง 32 ที่นั่งได้ แต่จะเหลือเท่าไหร่ต้องรอวันปิดหีบเท่านั้น
ในขณะที่ พรรคเพื่อไทย (สีแดง) ซึ่งเจ็บหนักจากการเลือกตั้งสนาม กทม. ครั้งก่อน ที่ได้มาเพียง 1 ที่นั่ง กำลังพยายาม ‘ลบคำสบประมาท’ ด้วยการชูภาพลักษณ์รัฐบาลที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง แม้จะต้องแบกรับวาทกรรม ‘ตระบัดสัตย์’ จากการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล โดยตั้งเป้าหมายทวงคืนเก้าอี้ให้ได้มากกว่าเดิม
ตัวแปรที่น่าจับตามองที่สุดกลับเป็น พรรคประชาธิปัตย์ (สีฟ้า) การกลับมานำทัพของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เปรียบเสมือนการชุบชีวิตค่ายพระแม่ธรณีฯ ในกรุงเทพฯ ให้ฟื้นคืนชีพ จากที่เคยสูญพันธุ์กลายเป็นมวยหลักที่หวังทวงคืนศักดิ์ศรี โดยชูจุดยืน ‘ทางเลือกที่ปลอดภัย’ และการเป็น ‘ผู้คุมเกม’ ในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งสอดรับกับจริตคนกรุงเทพฯ สายอนุรักษ์นิยมที่เริ่มเบื่อหน่ายความขัดแย้งและต้องการมืออาชีพเข้ามาบริหาร
พรรคสีฟ้ากลับมาด้วยความมั่นใจ เหมือนดั่งคำให้สัมภาษณ์ของอภิสิทธิ์ที่ว่า “เชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูง ในการช่วงชิงที่นั่งกลับคืนมาจากแชมป์เก่าในหลายเขตพื้นที่ มั่นใจว่าในกรุงเทพฯ ประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งกลับมาไม่มากก็น้อยแน่นอน”
ส่วน พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) แม้จะเป็นพรรคใหญ่ระดับประเทศ แต่ในกรุงเทพฯ ยังคงถูกมองเป็น ‘พรรคภูธร’ กลยุทธ์โค้งสุดท้ายจึงต้องงัดไม้ตาย ‘โหวตเชิงยุทธศาสตร์’ พร้อมวลีเด็ดในอดีต ‘ไม่เลือกเรา เขามาแน่’ มาปลุกความกลัวของฝั่งอนุรักษ์นิยม หวังดึงคะแนนจากประชาธิปัตย์เพื่อสกัดพรรคประชาชน แต่เกมนี้มีความเสี่ยงสูง เพราะอาจกลายเป็นการ ‘ตัดคะแนนกันเอง’ จนพรรคส้มคว้าพุงปลาไปกิน
ส่องกล้องมองเขตเดือด
เมื่อซูมกล้องลงไปในรายละเอียดระดับเขต เราจะพบว่า สงครามในแต่ละพื้นที่นั้นดุเดือด เริ่มกันที่ เขต 20 ลาดกระบัง พื้นที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น ‘ไข่แดง’ ท่ามกลางวงล้อมสีส้ม ความน่าสนใจของเขตนี้นอกจากจะเป็นพื้นที่เดียวที่รอดพ้นจากปรากฏการณ์สึนามิสีส้มเมื่อปี 2566 แล้ว ยังเป็นเขตที่มีโครงสร้างประชากรซับซ้อนและท้าทายที่สุดแห่งหนึ่ง ฝั่งหนึ่งคือภาพสะท้อนของชุมชนดั้งเดิมที่หยั่งรากลึกด้วยความผูกพันกับระบบ ‘บ้านใหญ่’ แต่อีกฟากฝั่งของถนนกลับเต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของคนรุ่นใหม่
การต่อสู้ในเขตลาดกระบังจึงเปรียบเสมือนการฉายหนังม้วนเดิมที่ระทึกกว่าเก่า ระหว่าง ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย หญิงแกร่งหนึ่งเดียวที่รักษาที่มั่นให้พรรคได้ในศึกครั้งก่อน จุดแข็งของเธอไม่ได้อิงอยู่กับกระแสพรรคเพียงอย่างเดียว แต่คือแบรนด์ส่วนตัวที่แข็งแกร่งและตระกูลการเมืองที่เกาะติดพื้นที่มาอย่างยาวนาน ต้องโคจรมาปะทะกับ ชุมพล หลักคำ ผู้ท้าชิงจากพรรคประชาชน ตัวแทนแห่งกระแสลมการเปลี่ยนแปลงที่หวังระดมพล New Voter และกลุ่มคนทำงานในนิคมฯ เพื่อภารกิจเดียวคือการ ‘ปิดบัญชีสีแดง’ ให้ราบคาบ
ข้ามมายังใจกลางเมืองที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมฉายภาพชัดเจนที่สุดใน เขต 4 คลองเตย-วัฒนา พื้นที่ซึ่งรวมเอาชุมชนแออัด ผู้มีรายได้น้อย ชนชั้นกลาง ไปจนถึงย่านหรูหราระดับไฮเอนด์อย่างอโศก-ทองหล่อ ไว้ในเขตเดียว อดีตที่นี่เคยเป็นป้อมปราการของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การครอบครองของ ภัณฑิล น่วมเจิม แชมป์เก่าจากพรรคประชาชน ที่ครั้งก่อนกวาดคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งไปกว่า 3 หมื่นเสียง
ทว่าศึกครั้งนี้ผู้ท้าชิงต่างดาหน้าเข้ามาแบบ ‘ช้างชนช้าง’ เริ่มจาก เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ที่ย้ายค่ายมาสวมเสื้อภูมิใจไทย โดยมีแรงหนุนระดับซูเปอร์พาวเวอร์จาก ศุภมาส อิศรภักดี และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หวังล้างอาถรรพ์เจาะไข่แดงเมืองกรุงให้สีน้ำเงิน
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ส่ง พงศกร ขวัญเมือง กลับมาแก้มืออีกครั้ง โดยรอบนี้ปิดจุดอ่อนด้วยการผนึกกำลังกับ ส.ก.ต่าย-สุชัย พงษ์เพียรชอบ เจ้าของพื้นที่ตัวจริงในระดับท้องถิ่น บวกกับบารมีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาช่วยเรียกศรัทธาคืน ขณะที่พรรคเพื่อไทยส่งคนรุ่นใหม่ดีกรีเมืองนอก บุณยกร ดำรงรัตน์ ลงสู้ศึก ทำให้คลองเตย-วัฒนา กลายเป็นสมรภูมิที่คาดเดาผลได้ยากอีกเขต
ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามายังฝั่งธนบุรี ใน เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย แม้จะเป็นพื้นที่เดิมของประชาธิปัตย์ในยุคเก่าก่อน แต่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนสีเป็นส้มมาถึง 2 สมัย ภายใต้การกลับมาลงสมัคร สส. ของ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร จากพรรคประชาชน ทว่าการป้องกันแชมป์รอบนี้ถือเป็นงานหิน เมื่อสมการการเมืองเปลี่ยนไป ธนกร คงอุดม จากรวมไทยสร้างชาติ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การผนึกกำลังของฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี อดีตผู้สมัครที่เคยรั้งอันดับสอง หันมาช่วยเสริมทัพให้กับ เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ฐานเสียงที่เคยตัดกันเองอาจรวมกลับมาเป็นก้อนเดียวเพื่อโค่นแชมป์เก่า
ปิดท้ายด้วย เขต 11 สายไหม เขตที่เดือดพล่านขึ้นทันทีเมื่อ ‘ค่ายสีน้ำเงิน’ ภูมิใจไทย ประกาศปักธงรบเต็มรูปแบบ แกนนำพรรคผลัดเปลี่ยนกันลงพื้นที่ไม่ขาดสายเพื่อดัน เอกภพ เหลืองประเสริฐ เจ้าของเพจสายไหมต้องรอด ผู้มีผลงานโดดเด่นช่วงโควิดและกวาดคะแนนสูงสุดใน กทม. ให้กับพรรคในรอบที่แล้ว ให้แจ้งเกิดเป็น สส.เขตคนแรกของภูมิใจไทยในกรุงเทพฯ ให้ได้
แต่ภารกิจนี้ไม่ง่าย เพราะต้องฝ่าด่านหินอย่าง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม แชมป์เก่าจากพรรคประชาชน ที่มีผลงานอภิปรายและผลักดันกฎหมายในสภาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังต้องระวัง ดร.รัตติกาล แก้วเกิดมี จากพรรคเพื่อไทย ส.ก.เจ้าถิ่นที่ทำงานเกาะติดพื้นที่มาอย่างยาวนานในฐานะทายาททางการเมืองของตระกูลแก้วเกิดมี ซึ่งเคยทำให้สายไหมเป็นพื้นที่สีแดงเข้มแข็งมาก่อน การแย่งชิงพื้นที่นี้จึงเป็นการวัดพลังกันระหว่าง กระแสสังคม ผลงานในสภา และรากฐานหัวคะแนน อย่างแท้จริง
บทสรุปโค้งสุดท้าย: ปราศรัยใหญ่ก่อนวันชี้ชะตา
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่ช่วง 48 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตร การต่อสู้ไม่ได้อยู่บนโลกออนไลน์อีกต่อไป แต่คือการประชันพลังมวลชนในเวทีปราศรัยใหญ่ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นคืนหมาหอนในรูปแบบใหม่ที่วัดกันด้วยวาทศิลป์และนโยบาย
- พรรคประชาชน ปักหลักที่ อาคารกีฬาเวสน์ 1 ดินแดง หวังปลุกพลังด้อมส้มให้ล้นฮอลล์ เพื่อส่งสัญญาณว่ากระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงยังไม่มอดดับ
- พรรคเพื่อไทย ยึดชัยภูมิ สนามเทพหัสดิน โชว์วิสัยทัศน์รัฐบาลบริหาร ขอกลับมาเป็นความหวังปากท้อง
- พรรคภูมิใจไทย บุกใจกลางเมือง ศูนย์สิริกิติ์ หวังสร้างภาพลักษณ์ทันสมัย ลบภาพพรรคภูธร
- พรรคประชาธิปัตย์ เลือกแลนด์มาร์คใหม่ ONE BANGKOK สะท้อนภาพลักษณ์ ‘ฟ้าใหม่’ ที่ทันสมัยแต่ยังคงหลักการ ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์
8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นวันที่คนกรุงเทพฯ ให้คำตอบ ไม่ใช่แค่ว่าใครจะชนะ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ‘ทิศทางลม’ ของประเทศไทยกำลังจะพัดไปทางไหน รวมถึงการเลือกตั้ง ส.ก.50 เขต ผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้ ว่าเมืองหลวงที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ จะเลือกใครให้เป็นผู้นำความหวังในอีก 4 ปีข้างหน้า
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


