ท่ามกลางภูเขาของจังหวัดราชบุรี มีอ่างเก็บน้ำขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้คนในพื้นที่ ‘อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน’ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ ในตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ ที่กรมชลประทานพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ชุมชน
สำหรับนักท่องเที่ยว ที่นี่อาจเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำท่ามกลางขุนเขา แต่สำหรับ 280 ครัวเรือนในพื้นที่ ผืนน้ำแห่งนี้คือมากกว่าทัศนียภาพ หากคือโอกาสของความมั่นคง และหลักประกันว่าชีวิตจะไม่ต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำซ้ำเดิมอีกต่อไป
จากปัญหาภัยแล้งสู่จุดเริ่มต้นของโครงการ ‘อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน’
บ้านไทยประจันตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดเชิงเขา ซึ่งเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบน เมื่อฤดูฝนมาถึง น้ำจำนวนมากไหลผ่านลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ความไม่สมดุลระหว่าง ‘น้ำมากเกินในฤดูฝน’ และ ‘น้ำไม่พอในฤดูแล้ง’ กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน
จนมาถึงจุดเปลี่ยนในปี 2534 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร)เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านไทยประจัน และทอดพระเนตรพื้นที่โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ในโอกาสดังกล่าว ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในตำบลยางหัก ให้มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภค
ต่อมา สำนักงาน กปร. กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยวางแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบน จำนวน 6 แห่ง ได้แก่
- อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- อ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
- อ่างเก็บน้ำบ้านโปร่งพรหมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
พัฒนาเป็นระบบ สร้างโครงข่ายทั้งลุ่มน้ำ
ด้วยลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบนที่ประกอบด้วยลำห้วยสาขาหลายสาย ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำบนภูเขาลงสู่พื้นที่เกษตรด้านล่าง กรมชลประทานจึงวางแผนพัฒนาอ่างเก็บน้ำจำนวน 6 แห่ง แทนการก่อสร้างอ่างขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว
อ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่งถูกออกแบบให้ทำงานเกื้อหนุนกันในระดับลุ่มน้ำ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เสมือนโครงข่ายที่ช่วยเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน บางแห่งทำหน้าที่ชะลอน้ำและลดความรุนแรงของน้ำหลาก ขณะที่บางแห่งมุ่งเน้นการกักเก็บน้ำเพื่อเสริมความมั่นคงในฤดูแล้ง แนวทางดังกล่าวยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบบริหารจัดการน้ำ ทำให้ภาพรวมยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่จะมีปริมาณน้ำน้อย

แหล่งน้ำที่สร้างมากกว่าผลผลิต
อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันสร้างเสร็จในปี 2542 ด้วยตัวเขื่อนดินยาว 170 เมตร หลังกว้าง 6 เมตร มีความจุ 600,000 ลูกบาศก์เมตร รองรับพื้นที่การเกษตรได้ 3,000 ไร่ และเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านน้ำให้กับ 500 ครัวเรือน

อ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ เดิมชุมชนต้องพึ่งพาน้ำฝนและข้อจำกัดด้านน้ำ ทำให้การเพาะปลูกไม่แน่นอน แต่เมื่อมีแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคง เกษตรกรสามารถปรับรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ กล้วย และสับปะรด พร้อมทั้งวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี
ขณะเดียวกัน อ่างเก็บน้ำยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการมีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ลดภาระการจัดหาน้ำในฤดูแล้ง และช่วยเสริมความมั่นคงในการดำรงชีวิต อีกทั้งพื้นที่โดยรอบยังกลายเป็นแหล่งพักผ่อนและกิจกรรมของชุมชน ที่มีทั้งเส้นทางเดินป่าและพื้นที่กางเต็นท์ ช่วยสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

พลังของชุมชนคือหัวใจของระบบ
สำหรับการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบนมี ‘กลุ่มผู้ใช้น้ำ’ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากแต่ละชุมชน ทำหน้าที่ร่วมกันวางแผนจัดสรรน้ำ กำหนดกติการใช้น้ำ และดูแลระบบส่งน้ำในพื้นที่ของตนเอง แนวทางดังกล่าวช่วยให้การใช้น้ำสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และลดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำได้อย่างเป็นระบบ และกรมชลประทานทำหน้าที่สนับสนุนด้านข้อมูล แผนบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ และองค์ความรู้ทางวิชาการ

จากวันที่ขาดแคลน. สู่วันที่ชุมชนมีรากฐานความมั่นคงที่แข็งแรง.
หากมองย้อนกลับไปยังวันที่พื้นที่แห่งนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จนมาถึงวันนี้ที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการและพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง จะเห็นได้ชัดว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ ไม่ได้มอบเพียงแหล่งกักเก็บน้ำ หากยังสร้าง “โอกาส” และ “ความมั่นคงในชีวิต” ให้กับผู้คนในพื้นที่
รวมทั้งรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ สุขภาวะที่ดีขึ้น และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้ไทยประจันไม่ได้เป็นเพียงชุมชนที่มีน้ำใช้ แต่เป็นชุมชนที่เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน


