วันนี้ (19 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน ด้าน KResearch มองว่า หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกจนอาจถึงระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ได้ ส่วน SCB FM เปิดกลยุทธ์สู้ความผันผวนให้ผู้ส่งออก-นำเข้า แนะผู้ส่งออกทยอยขาย USDTHB ได้ ในกรอบราว 32.85-33.35 สำหรับผู้นำเข้า ซื้อดอลลาร์ หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 และต่ำกว่า
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย ได้ส่งผลกระทบต่อไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
นอกจากนี้ บุรินทร์กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ‘ค่าเงินบาท’ ก็มีความผันผวนอย่างมาก โดยหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกจนอาจถึงระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ได้
“ถ้าราคาน้ำมันยังขึ้นอยู่ค่าเงินบาทก็จะมีสิทธิ์อ่อนค่าต่อไปเรื่อยๆ โดยเมื่อดูจากสงครามยูเครนรัสเซียที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น เงินบาทก็ไหลไปเรื่อยๆ เช่นกัน โดยหากราคาน้ำมันยังยืนที่ระดับสูงสัก 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปสักหลายๆ เดือน อาจจะเห็นค่าเงินบาทไปแตะ 34-35 ได้” บุรินทร์
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทนับว่า ‘สูงขึ้น’ เมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยในปีที่แล้ว ความผันผวนของบาทอยู่ที่ประมาณ 7.5-8% และแม้ว่า ในปีนี้ การแกว่งตัวของค่าบาทดูเหมือนไม่ได้กว้างเท่ากับปีที่แล้ว แต่กลับสวิงรายวัน แล้วในแต่ละวัน สวิงเป็นรายชั่วโมงด้วย ทำให้ ตอนนี้ ระดับความผันผวนของเงินบาทสูงถึง 9% ไปแล้ว
น้ำมันโลกยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ กระทบ GDP ไทย 0.2-0.7%
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า กระทบ GDP ไทย 0.2-0.7%
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อธิบายต่อว่า ผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 3% ในขณะที่ GDP ทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต
เปิดเหตุผล บุรินทร์คาดการณ์ สงครามจบภายใน 2 เดือน
อย่างไรก็ตาม ยังมองบวกโดยประเมินว่า สงครามน่าจะจบลงได้เร็วที่สุดภายใน 2 เดือน เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการให้จบเร็วอยู่แล้ว นอกจากนี้ ประเทศรอบข้างในภูมิภาคก็เริ่มไม่ไหวแล้ว เนื่องจากได้รับผลกระทบ และไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ
บุรินทร์ ยังกล่าวต่อว่า ยังมีปัจจัยด้านเสบียงอาหารและน้ำในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่บีบบังคับให้สงครามอาจต้องรีบจบเร็ว
“สงครามครั้งนี้จะถูกตัดสินด้วยเรื่องทรัพยากร ทั้งน้ำและอาหาร และราคาน้ำมัน เนื่องจากหากเส้นทางเดินเรือถูกปิดกั้นจนไม่สามารถขนส่งอาหารไปยังภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้ ประเทศในภูมินั้นก็จะเพิ่มแรงกดดัน เนื่องจากจากแหล่งน้ำตอนนี้น่าจะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น ปัจจุบัน ดังนั้นในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนก็จะเริ่มเห็นคลี่คลาย” บุรินทร์กล่าว
โดยบุรินทร์ยังอ้างอิงถึงการคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดการเงิน โดยระบุว่าจากข้อมูลในตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนในตลาดก็มองว่าสถานการณ์นี้ไม่น่าจะยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือนเช่นกัน
SCB FM มองบาทยังอ่อนค่าต่อได้
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยเงินบาทอ่อนค่าแรงวันนี้ เป็นผลจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่สูงขึ้นเร็ว
โดย reactions นี้ ไม่ได้เป็นแค่ผลจากการที่ Fed ออกมาส่งสัญญาณ Hawkish จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามในอิหร่านที่รุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มกระทบโครงสร้างพลังงานของโลกมากขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกาตาร์ ทำให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่า
นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เมื่อคืนออกมาสูงกว่าคาด ทำให้เห็นแรงกดดันเงินเฟ้อตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน จึงหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกด้วย
เปิด 3 เหตุผล บาทอ่อนระยะสั้น
วชิรวัฒน์ ยังมองว่า เงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อในระยะสั้นเนื่อง โดยมองกรอบ USDTHB ในระยะ 1 เดือนจากนี้ที่ราว 32.60-33.10 จากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
- สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรง ถึงแม้สหรัฐฯ จะกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้มีท่าทีที่แข็งกร้าวน้อยลง แต่อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีอิหร่านและได้ขยายการโจมตีไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าอิหร่านและอิสราเอลจะตกลงกันได้ จึงมีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้ว่าสงครามจบภายใน 6 สัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อาจยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 108-115 ดอลลาร์/บาร์เรล กดดันให้ US Treasury yields สูงขึ้น ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และเงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทอ่อนค่าต่อได้
- ความเสี่ยง Stagflation เพิ่มมากขึ้น โดยตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีสัญญาณเร่งตัวตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงคราม (จากภาคบริการ) จึงมีโอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบาย Hawkish กล่าวคือมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยช้าลงและน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ โดยนายวชิรวัฒน์คาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในปีนี้ (เดิมคาด 2 ครั้ง) อย่างเร็วอาจเป็นช่วง ไตรมาส 4 เป็นต้นไป แต่หากสงครามยืดเยื้อ ดันเงินเฟ้อสูงกว่าคาด (CPI กลับมาสูงกว่า 3.5%) ก็อาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้
- ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนลดการถือครอง EM assets ลง และหันมาถือเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็น Safe haven currency ส่งผลให้เงินภูมิภาค เช่น เงินหยวน อ่อนค่าลงด้วย ดังนั้น แรงหนุนต่อเงินบาทจึงลดลงเช่นกัน อีกทั้ง เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าไทยมากในเดือน ม.ค.-ก.พ. กลับมาไหลออกในเดือนนี้ค่อนข้างมาก (ออกจากตลาดหุ้นและบอนด์รวมกันราว 8 หมื่นล้านบาท)
เปิดคำแนะนำถึงผู้ส่งออก-นำเข้า
วชิรวัฒน์กล่าวต่อว่า ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่าเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะทยอยขาย USDTHB ได้ โดยมองกรอบการขายที่ราว 32.85-33.35 ทั้งนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options เพื่อปิดความเสี่ยงจากกรณีที่สงครามอาจกลับมาลดความรุนแรงลงและทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ขณะเดียวกัน การใช้ Options ก็สามารถเปิดโอกาสที่จะได้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้นหากบาทอ่อนค่าต่อ
สำหรับผู้นำเข้า วชิรวัฒน์มองว่า หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 และต่ำกว่า จะเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อ USDTHB สามารถทยอยซื้อได้ โดยมองว่าโอกาสที่ USDTHB จะลงมาต่ำกว่า 32.00 อาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่บาทจะอ่อนค่าต่อได้ เพราะสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น

