×

Bad Bunny กับ Halftime-Show สุดมหัศจรรย์ และความหมายที่ซ่อนอยู่หลังม่าน

10.02.2026
  • LOADING...
แบด บันนี่ ในชุดขาวแสดง Halftime Show ท่ามกลางฉากไร่อ้อยจำลองและ La Casita ที่สะท้อนชีวิตชาวเปอโตริโกใน Super Bowl

ชายชุดขาวในไร่อ้อย

 

นี่คือการเปิดตัวที่ทำให้ผู้ชมมากกว่า 115 ล้านคนทั่วโลก (ซึ่งเป็นยอดสถิติสูงสุดครังใหม่) ที่เฝ้ารอการแสดงในช่วงพักครึ่งเวลา Halftime-Show ของศึกอเมริกันฟุตบอลคู่ชิงซูเปอร์โบวล์ (Super Bowl) ทางบ้านอดสงสัยไม่ได้ ว่าสิ่งเห็นนั้นคืออะไร

 

ก่อนที่ เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ aka ‘Bad Bunny’ จะเริ่มต้นการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ของเขา เพราะตลอดทั้งโชว์เป็นการร้องรำทำเพลงในภาษาสเปนทั้งหมด อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความลึกซึ้งในความหมายเชิง ‘สัญญะ’ ที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างละนิดละหน่อยตลอดการแสดง 14 นาที

 

การแสดงที่ถูกตำหนิอย่างรุนแรงจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเป็น “หนึ่งในโชว์ที่เลวร้ายที่สุด” และ “ไม่มีใครเข้าใจว่าไอ้หมอนี่มันพูดอะไรสักคำ”

 

แต่ท่านประธานาธิบดีครับ ได้โปรดเถอะ

 

นี่มันตรงกันข้ามเลย เพราะนี่แหละคือหนึ่งในโชว์ที่คู่ควรกับคำว่าดีที่สุดตลอดกาลของซูเปอร์โบวล์

 

แบด บันนี่ ในชุดขาวแสดง Halftime Show ท่ามกลางฉากไร่อ้อยจำลองและ La Casita ที่สะท้อนชีวิตชาวเปอโตริโกใน Super Bowl 1

 

ความมหัศจรรย์ในสนามลีไวส์ สเตเดียม เริ่มต้นที่การเนรมิตฉากการแสดงสุดอลังการขึ้นมาใหม่กลางสนาม

 

ฉากนั้นไม่ได้เป็นแค่ฉากธรรมดา แต่เป็นการจำลองฉากชีวิตของชาวแคริบเบียนผ่าน ‘ไร่อ้อย’ ไปจนถึง ‘La Casita’ สิ่งปลูกสร้างเล็กๆที่เป็น ‘บ้าน’ ในฉบับของชาวเปอโตริโกขึ้นมา โดยทั้งหมดใช้เวลาอันน้อยนิดเพียงแค่ 7 นาทีเท่านั้น

 

แต่มันเป็น 7 นาทีที่ผ่านกระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์ในระดับสุดยอดของโลก ที่เก็บทุกรายละเอียดสำคัญต่างๆเอาไว้อย่างมากมาย เป็นการจำลองฉากชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเปอโตริโก บ้านเกิดเมืองนอนของ Bad Bunny ศิลปินที่มาแรงที่สุดในเวลานี้เอาไว้อย่างครบถ้วน

 

ก่อนที่การแสดงจะเริ่มต้นด้วยการปรากฏตัวของชายคนหนึ่งที่บอกว่า “ได้เป็นคนละตินมันสุดยอดจริง คืนนี้เราจะมาดื่มฉลองกัน”

 

แล้ว Bad Bunny ก็ปรากฏตัว

 

แบด บันนี่ ในชุดขาวแสดง Halftime Show ท่ามกลางฉากไร่อ้อยจำลองและ La Casita ที่สะท้อนชีวิตชาวเปอโตริโกใน Super Bowl 2

 

สิ่งแรกที่หลายคนสังเกตเห็นคือศิลปินหนุ่มในวัย 31 ปี (ผู้เตือนสาวๆทุกคนแบบหยิกแกมหยอกว่าอย่าได้มาตกหลุมรักเขาอีกเลย เขามีแฟนหลายคนแล้ว) อยู่ในชุดสีขาวล้วนตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งเป็นสไตล์การแต่งกายในแบบของชาวแคริบเบียน

 

แต่ในชุดนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียด ตั้งแต่รองเท้า ‘BadBo 1.0’ ที่เป็นงานคอลแลบระหว่าง Bad Bunny x adidas ซึ่งเตรียมจะออกวางจำหน่ายในเร็วๆนี้ ไปจนถึงชุดที่ไม่ได้มาจากห้องเสื้อหรูหราอะไร แต่เป็นเสื้อผ้าของ Zara แบรนด์ Fast Fashion จากสเปน

 

ด้านหลังเสื้อ Jersey ของเขามีการปักชื่อไว้ว่า OCASIO อันนี้เดาไม่ยาก เพราะเป็นนามสกุลของเขาเอง

 

แต่ด้านหน้าเสื้อที่มีหมายเลข ’64’ นี่สิ สื่อถึงอะไร? ซึ่งแค่นี้ก็ถูกนำไปตีความกันอย่างสนุกสนานแล้ว

 

ตามทฤษฎีแล้วบ้างก็ว่าเป็นปีเกิดคุณแม่ของเขา หรืออาจจะเป็นการคารวะให้กับอัลบั้ม ‘El Último Tour del Mundo’ อัลบั้มเพลงภาษาสเปนอัลบั้มแรกที่ติดอันดับสูงสุดของ Bilboard 200 เมื่อ 64 ปีที่แล้ว

 

บ้างก็ว่าหมายถึงการประชุมสภาครองเกรสสมัยที่ 64 ที่อนุมัติสัญชาติอเมริกาให้กับประชาชนชาวเปอโตริโก

 

ไปจนถึงอาจจะเป็นจำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจากมหาวาตภัย เฮอร์ริเคน มาเรีย ที่รัฐบาลเปอโตริโกระบุในตอนแรกว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 64 คน ก่อนที่จะมีการปรับตัวเลขใหม่เป็น 1,427 คน

 

อย่างไรก็ดีมีการยืนยันในเวลาต่อมาว่าเลข 64 นี้มาจากปี 1964 ปีเกิดคุณลุงของเขา คูติโอ ซึ่งเป็นคนที่สอนสั่ง Bad Bunny ในสารพันเรื่องราวของ NFL มากกว่าที่เขาเคยรู้และควรจะรู้ เบอร์เสื้อนี้จึงเป็นการยกย่องคุณลุงผู้จากไปแล้วว่าวันนี้หลานได้มาแสดงโชว์ในซูเปอร์โบวล์แล้วนะนั่นเอง

 

แบด บันนี่ ในชุดขาวแสดง Halftime Show ท่ามกลางฉากไร่อ้อยจำลองและ La Casita ที่สะท้อนชีวิตชาวเปอโตริโกใน Super Bowl 3

 

แล้วไร่อ้อยมีความหมายอะไรไหม?

 

จริงๆเรื่องนี้เดาได้ไม่ยาก อย่างที่บอกฉากในไร่อ้อยซึ่งเต็มไปด้วยตัวละครมากมายที่ Bad Bunny เดินผ่าน (เช่น พ่อค้า) คือฉากชีวิตจริงของชาวเปอโตริโกที่ทำงานในไร่ ซึ่งแม้จะเป็นงานที่หนักแต่ก็มีความสุข มีรอยยิ้ม และที่สำคัญคือมีจังหวะดนตรีอยู่ในหัวใจ

 

เนื้อร้องไม่ใช่ปัญหา เพราะท่วงทำนองคือสิ่งที่จะพาทุกคนให้มาสนุกด้วยกัน เต้นด้วยกัน ร้องรำทำเพลงไปด้วยกัน

 

แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่น่าประทับใจที่ซ่อนอยู่ในไร่อ้อยไม่ใช่ต้นอ้อย แต่เป็น ‘มนุษย์พุ่มหญ้า’ เหล่านักแสดงสมทบที่แปลงกายเป็นหญ้าเขียวๆในไร่ซึ่งเหมือนจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยแต่ก็สำคัญไม่น้อยและเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าประทับใจที่สุดของการแสดงในชุดนี้ด้วย

 

นักแสดงมนุษย์พุ่มหญ้าเหล่านี้ถูกคัดเลือกมาให้ร่วมแสดงโดยมีเงื่อนไขเล็กน้อย

 

“คุณต้องแบกของน้ำหนัก 30-40 ปอนด์เอาไว้กับตัวได้ (ซึ่งแน่นอนว่าตอนที่สมัครเขาก็ไม่ได้บอกหรอกว่าจะให้แบกอะไร) ส่วนหน้าที่ของพวกเขาไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า “ยืนนิ่งๆ แต่ต้องอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ” เรื่องนี้ฟังดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายเลยเพราะในเวลาแสดงจริงชุดแต่งกายที่แปลงโฉมพวกเขาให้เป็นกอหญ้านั้นจะบดบังสายตาจนแทบจะมองอะไรไม่เห็น โดยที่ไม่สามารถจะเอามือแหวกให้เห็นทอง หรือไม่สามารถโผล่หน้าออกมาได้ด้วย

 

การซักซ้อมที่ดีเพื่อจำการเดินและตำแหน่งของตัวเองให้ได้อย่างแม่นยำ

 

ขณะที่ La Casita อาคารหลังน้อยที่เป็นที่พักหลับนอนของชาวเปอโตริโก เป็นส่วนประกอบสำคัญในฉากการแสดงเช่นกัน ซึ่งเป็นการฉายให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นภาพความเป็นอยู่ในแบบของพวกเขา ที่ถึงจะน้อยแต่มากด้วยความรักและความอบอุ่น

 

ตลอดการโชว์ระยะเวลา 14 นาทีซึ่งรวมถึงการแสดงร่วมของศิลปินระดับสุดยอดอย่าง Lady Gaga และ Ricky Martin พร้อมด้วยตัวละครประกอบฉากระดับ A-List อย่าง Pedro Pascal, Cardi B, Karol G, Jessica Alba

 

รวมถึงนักแสดงเด็กน้อยซึ่งได้รับถ้วยรางวัล Grammy จากมือของ Bad Bunny คือเจ้าหนู Liam Conejo Ramos นักแสดงเด็กชาวเอกวาดอร์วัย 5 ขวบ ซึ่งเคยเป็นประเด็นใหญ่โตเพราะถูกเจ้าหน้าที่ ICE ในมินเนโซตาจับกุมตัวเมื่อเดือนมกราคมก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมา

 

แบด บันนี่ ในชุดขาวแสดง Halftime Show ท่ามกลางฉากไร่อ้อยจำลองและ La Casita ที่สะท้อนชีวิตชาวเปอโตริโกใน Super Bowl 4

 

ประเด็นกระทบกระเทียบทางการเมืองนั้นเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงไม่น้อยสำหรับโชว์ของ Bad Bnny

 

ความจริงเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถึงกับเหนือความคาดหมายเพราะก่อนหน้านี้จุดยืนของศิลปินสุดฮอตคนนี้ก็ชัดเจนในการต่อต้านนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ในระดับที่พูดบนเวทีระหว่างการรับรางวัล Grammy สาขาอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีว่า “ICE ออกไป พวกเราไม่ใช่คนต่างด้าว พวกเราเป็นมนุษย์”

 

นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์ออกมากล่าวโจมตีศิลปินผู้นี้อย่างรุนแรง ไม่นับความพยายามในการจัดคอนเสิร์ตท้าชนอย่าง ‘The All-American Halftime Show’ ซึ่งมีจุดประสงค์ชัดเจนคือต่อต้านการแสดงของ Bad Bunny และเชิดชูความเป็นอเมริกันชนแท้ๆ

 

โดยคอนเสิร์ตนำมาโดยศิลปินอย่าง Kid Rock ที่เป็นผู้สนับสนุนที่เข้มแข็งของประธานาธิบดีทรัมป์ (แต่ก็เคยเป็นผู้ต้องหาคดีอื้อฉาว…)

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว Bad Bunny ไม่ได้ต้องการที่จะสร้างความเกลียดชังอะไรเลย

 

การแสดง Halftime-Show ของเขาครั้งนี้เต็มไปด้วย ‘ความรัก’ ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในทุกอณู และหนึ่งในสารที่สำคัญที่อยู่ในนั้นคือ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา ไล่เรียงเรื่อยมาจนถึงเปอโตริโกบ้านเกิดของเขา

 

ทุกที่ก็คือ ‘อเมริกา’

 

ทุกคนล้วนเป็น ‘อเมริกันชน’

 

รวมถึงข้อความสำคัญที่สุดที่อยากจะบอกเอาไว้ให้รู้กัน

 

“สิ่งเดียวที่ทรงพลังมากกว่าความเกลียดชัง ก็คือความรัก”

 

ถ้าท่านประธานาธิบดีใช้หูแล้วจะฟังไม่เข้าใจก็ไม่แปลก เพราะสิ่งนี้ถ้าอยากจะเข้าใจต้องใช้ใจฟัง

 

 

อ้างอิง:

FYI
  • สำหรับใครที่อาจไม่รู้ Bad Bunny ไม่ได้เป็นแค่ศิลปินชื่อดังในระดับ Mega Star แต่อีกด้านหนึ่งในยามที่มีเวลาเขาคือหนึ่งในนักมวยปล้ำรับเชิญของ WWE ที่ได้รับคำชื่นชมจากแฟนๆ ทั่วโลกว่าทำผลงานบนเวทีผืนผ้าใบได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ได้มาแบบเล่นๆด้วย
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising