×

อันวาร์กับการแก้กฎหมายเพื่อจำกัดวาระนายกรัฐมนตรี 10 ปี

21.03.2026
  • LOADING...
อันวาร์ อิบราฮิม กำลังกล่าวปราศรัย พร้อมข้อความบนภาพ 'อันวาร์กับการแก้กฎหมายจำกัดวาระนายกฯ 10 ปี'

หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปการเมืองภายใต้การนำของอันวาร์ อิบราฮิม ที่ถูกพูดถึงอย่างมากนับแต่หลังช่วงปีใหม่เป็นต้นมา ก็คือ การยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 43 เพื่อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้เพียง 10 ปี ซึ่งอันวาร์ประกาศชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการครองอำนาจนี้ว่า “บุคคลย่อมมีขีดจำกัดในการดำรงตำแหน่งของตน หัวหน้าเลขาธิการรัฐบาลยังไม่อาจดำรงตำแหน่งได้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลักการดังกล่าวย่อมบังคับใช้กับทุกคน รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย” ทั้งยังตอกย้ำว่าข้อกำหนดนี้จะนำมาบังคับใช้กับตนเป็นคนแรก นั่นหมายความว่าถ้าอันวาร์ชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า (ปี 2028) วาระการเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องสิ้นสุดลงในปี 2032

 

เมื่อมองย้อนกลับไปดูที่มาของการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นผลมาจากการชูนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของอันวาร์ในครั้งที่ผ่านมาว่า “หากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาลจะสร้างธรรมาภิบาลพร้อมกับปฏิรูปการเมืองให้มีความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นภายในประเทศ”

 

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว การปฏิรูปนี้จะไม่ได้เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศแต่อย่างใด หากแต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมปากาตัน ฮาราปัน ที่มีอันวาร์เป็นผู้นำในการเลือกตั้งที่ซาบาห์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญของความพ่ายแพ้มาจาก ‘ความล่าช้าในการปฏิรูป’ เพราะหลายเรื่องที่ควรขับเคลื่อนและมีความจำเป็นเร่งด่วนกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น

 

ดังนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเร่งเครื่องนำร่างกฎหมายจำกัดวาระผู้นำประเทศเข้าสู่สภาเป็นการขับเคลื่อนมีต้นทุนต่ำ แต่ได้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปกลับคืนมาไม่มากก็น้อย

 

อย่างไรก็ดี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการเสนอร่างกฎหมายนี้มีออกมาในหลายแง่มุม

 

สำหรับฝ่ายที่สนับสนุนการจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมองว่า เป็นการสร้างและเปิดโอกาสทางการเมืองให้แก่คนรุ่นใหม่ได้ผลัดเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้สมาชิกพรรคการเมืองสามารถคาดการณ์การขยับตำแหน่งสำคัญภายในพรรคที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ได้

 

นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดความรุนแรงในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในพรรคให้น้อยลง หากมองถึงประโยชน์ที่จะมีต่อประเทศนั้น ข้อจำกัดดังกล่าวจะเป็นบันไดนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่มีระเบียบวินัยมากยิ่งขึ้น เพราะการกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศนี้จะเป็นเกราะป้องกันการสร้างระบอบอำนาจนิยมที่ยึดโยงกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการบริหารประเทศ การสร้างระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ตลอดจนการกระชับอำนาจไว้ที่ผู้นำดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของมหาเธร์ โมฮัมหมัด

 

หากในอีกด้านก็ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยถึงผลลัพธ์จากการกำหนดกรอบเวลาการดำรงอำนาจไว้ที่ 10 ปี ว่าจะสามารถปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองได้จริงตามที่คาดหวังหรือไม่

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ตั้งสหพันธรัฐมาเลเซียขึ้นในปี 1963 ประเทศมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ครองอำนาจเกิน 10 ปี นั่น คือ มหาเธร์ โดยครั้งแรกดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 22 ปี (ระหว่างปี 1981-2003) และครั้งที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี (2018-2020) รวมแล้ว 24 ปี ส่วนนายกรัฐมนตรีที่เหลือก็ไม่เคยมีใครดำรงตำแหน่งเกิน 1 วาระหรือ 5 ปี

 

หากความตั้งใจของอันวาร์จะเพียงป้องกันใครคนใดคนหนึ่งกลับเข้ามาครองอำนาจทางการเมือง ก็ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่าการสืบทอดอำนาจผ่านตัวแทนหรือนอมินีทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการส่งไม้ต่อให้บุตรหรือภรรยาก็ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบทของการเมืองมาเลเซียที่ยังคงเดินวนอยู่บนการเมืองเรื่องชาติพันธุ์ (ethnic politics) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกพรรคการเมืองอย่างมาก ซึ่งเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาที่สร้างขึ้นน่าจะยังไม่สามารถทำให้การเมืองภายในประเทศให้หลุดพ้นจากกรอบเดิม ๆ ได้ เพราะการขับเคลื่อนและนโยบายของทุกพรรคการเมืองในมาเลเซียนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันยังอยู่บนแนวทางชาติพันธุ์ไม่เสื่อมคลาย

 

ตัวอย่างสำคัญที่เห็นในระดับรัฐก็คือการที่พรรคปาสสามารถชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหารรัฐกลันตันตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา นอกจากนี้ เงื่อนไข 10 ปีในการดำรงตำแหน่งอาจสั่นคลอนความน่าเชื่อถือหรือลดแรงสนับสนุนต่อพรรครัฐบาลหรือผู้นำคนดังกล่าวในช่วงปีที่ 8-9 ก่อนที่จะหมดวาระ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพ ยังไม่นับรวมถึงความสงสัยต่อลักษณะระบอบประชาธิปไตยของประเทศในแง่ที่ว่า หากมีผู้นำที่มีคุณสมบัติพร้อมเหตุใดจึงต้องห้ามมิให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง ทั้งที่ที่มาก็ถูกต้องและเป็นไปตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตย

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Hasnoor Hussain/File Photo

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising