รัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้ โดยเอกสารนโยบายจัดทำในรูปแบบปกสีน้ำเงินขลิบธงชาติ ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นรัฐชาติและภาพลักษณ์ของผู้นำรัฐบาล มีความยาวรวม 19 หน้า ไม่รวมภาคผนวก ครอบคลุมนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
ประเด็นสำคัญ
การแถลงนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “ยอมรับความจริงและปรับตัว” พร้อมระบุว่าความสามัคคีของคนในชาติจะเป็นต้นทุนสำคัญในการนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าวไปได้

‘ปกสีน้ำเงิน ขลิบธงชาติ’
ภาพปกคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี
ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีประกาศยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดิน 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม ควบคู่กับการบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะเห็นว่ารัฐบาลพยายามออกแบบนโยบายให้เชื่อมโยงกันในลักษณะบูรณาการ โดยเฉพาะการผสานนโยบายด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง เข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การรับมือวิกฤตพลังงานโลกและความผันผวนของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป้าหมายสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ให้ประชาชนสามารถตั้งตัวได้ เศรษฐกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลก
นโยบายด้านเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง
1. สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง
- แก้หนี้-ลดรายจ่าย-สร้างโอกาสตั้งต้นใหม่ รัฐจะช่วยแก้ปัญหาหนี้แบบครบวงจร
- เพิ่มทักษะ-เข้าถึงเงินทุน-ใช้เทคโนโลยีได้ สนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงความรู้ เงินทุน และเทคโนโลยี เช่น การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต
- ดัน SMEs เข้าระบบ-เข้าถึงทุน-ลดขั้นตอนรัฐ ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนกฎหมายที่ยุ่งยาก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
- กระจายอำนาจ-สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง เพิ่มบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยกระจายอำนาจการเงินให้ท้องถิ่นมีรายได้และบริหารเองมากขึ้น
2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูล และพัฒนาคนให้ใช้เทคโนโลยีได้ โดยเฉพาะ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งเศรษฐกิจ สังคม และบริการภาครัฐ
- ปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ตรงเป้า เน้นดึงนักลงทุนต่างชาติร่วมมือกับบริษัทไทย ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศมากขึ้น
- ยกระดับมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์นวัตกรรม สนับสนุนงานวิจัยและเทคโนโลยีไทยในโครงการใหญ่ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างระบบสนับสนุนสตาร์ทอัพและ Deep Tech ให้แข่งขันระดับโลกได้
- เพิ่มบทบาทเอกชนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำ โลจิสติกส์ พลังงาน โดยใช้เครื่องมือการเงินใหม่ ๆ เพื่อลดภาระรัฐ
- พัฒนาตลาดทุนให้เป็นแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกธุรกิจ ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมปรับกฎหมายให้ทันสมัย
3. การค้าเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก
- เสริมแกร่งผู้ประกอบการไทย – แข่งขันได้จริง คุมเข้มแหล่งกำเนิดสินค้า ป้องกันการนำเข้าเพื่อส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่า แก้ปัญหานอมินี และผลักดัน SMEs ไทย
- ใช้การเจรจาการค้าและนโยบายรัฐสนับสนุนสินค้าไทย เช่น ให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand ในการจัดซื้อจัดจ้าง
- เปิดตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม สร้างความร่วมมือทางการค้าเชิงลึก และขยายโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs
- ยกระดับบริการไทย เช่น การศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้แข่งขันระดับโลก พร้อมทำข้อตกลงการค้าบริการกับประเทศคู่ค้า
5. การเกษตร
- ส่งเสริมเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และเงินทุนให้เกษตรกรปรับตัว
- ใช้ Big Data วางแผน – เชื่อมผลิตสู่ตลาด คุมสินค้าเถื่อน และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ
- เพิ่มมูลค่า – ดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ส่งเสริมเกษตรแปรรูป ยกระดับสหกรณ์ให้ทันสมัย เพิ่มอำนาจต่อรองเกษตรกร พัฒนาโลจิสติกส์และมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
6. การท่องเที่ยว
- ปรับโครงสร้างยกระดับบทบาทวัฒนธรรมไทย เชื่อมการท่องเที่ยวกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น
- Destination Thailand เที่ยวได้ทั้งปี สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น สุขภาพ วัฒนธรรม วิถีไทย เชื่อมสินค้าไทยอย่างอาหาร ผลไม้ และสปา
- พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมรองรับงานระดับโลกและกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ เช่น Digital Nomad
- สนับสนุนเมืองน่าเที่ยว สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และพัฒนาสินค้าท้องถิ่น เช่น GI เพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน
- ยกระดับความปลอดภัย ระบบประกัน และมาตรฐานบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก
นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง
- ยกระดับบทบาทไทยในเวทีโลก ทำนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในทุกมิติ (Beyond Thailand) ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและพหุภาคี เสริมบทบาทไทยในอาเซียน และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค
- ยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง รักษาสมดุลความสัมพันธ์โลกหลายขั้ว รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกมหาอำนาจ พร้อมขยายพันธมิตรใหม่ เพิ่มอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นของไทยในเวทีโลก
- การทูตเศรษฐกิจ-สร้างโอกาสประเทศ ใช้ทีมประเทศไทย ดึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ผลักดันเข้า OECD ยกระดับมาตรฐานประเทศ และเชื่อมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
- ความมั่นคงชายแดน – จัดการภัยคุกคามครบวงจร
- คุมเข้มชายแดน ปราบยาเสพติด สแกมเมอร์ แรงงานผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ
- แก้ปัญหาไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี และเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
- แก้ปัญหาชายแดนใต้ ยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อสันติสุขยั่งยืน
- สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
- ปราบผู้มีอิทธิพล ไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายรวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬาและสันทนาการ โดยดำเนินการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นให้ได้มากที่สุด
- กวาดล้างยาเสพติดจริงจัง เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลย ต้องรับโทษทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน
- ทบทวน Free Visa สกัดอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงการฟอกเงินและทุนเทา
- ยกระดับศักยภาพกองทัพ จัดหาอาวุธอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ลดการพึ่งพาต่างชาติ
นโนบายที่หาเสียงไว้มีอะไรบ้าง
เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายหาเสียงปี 2569 จะเห็นว่าหลายมาตรการยังถูกสานต่อ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่มุ่งกระตุ้นฐานรากและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เหมาจ่ายรายเดือน และแนวคิด Made in Thailand SMEs Plus รวมถึงการผลักดัน SMEs สู่ระบบดิจิทัล การเปิดตลาดใหม่ และการยกระดับบทบาททูตพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว

อนุทิน พร้อมด้วย 3 รองนายกรัฐมนตรีมืออาชีพ
ภาพ: ฐานิส สุดโต
ในด้านการต่างประเทศและความมั่นคง แนวทางเชิงรุก การรักษาสมดุลมหาอำนาจ และการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ ยังคงเป็นแกนหลักต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นชายแดน เช่น MOU 2544 และโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา ยังถูกหยิบมาอยู่ในกรอบนโยบาย
อย่างไรก็ตาม บางข้อเสนอเชิงสัญลักษณ์อย่างกำแพงไทย-กัมพูชาไม่ปรากฏในคำแถลง สะท้อนการปรับจากมาตรการแข็ง ไปสู่การใช้เครื่องมือที่ยืดหยุ่นกว่า โดยเชื่อมเศรษฐกิจ การต่างประเทศ และความมั่นคง เพื่อรับมือวิกฤตโลกที่ซับซ้อนขึ้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสานต่อนโยบายได้หรือไม่ แต่คือรัฐบาลจะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงได้แค่ไหน และจะรักษาสมดุลระหว่างแรงหนุนแบบชาตินิยม กับความจำเป็นในการเปิดประเทศได้เพียงใด


