การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของ ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันแพงที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องพิสูจน์ฝีมือทางการเมือง และความสามารถในการบริหารจัดการของเจ้ากระทรวงคนใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งดังกล่าวยังถูกจับตาในมิติทางการเมือง หลังมีข่าวสะพัดก่อนหน้านี้ว่า ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ บิดาเลี้ยงของเอกนัฏ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจากับผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทยจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ รวมถึง อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานด้วยตนเอง ยิ่งทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกมองผ่านเลนส์ของดีลทางการเมืองควบคู่ไปกับความคาดหวังด้านนโยบาย
ในรัฐบาลก่อนหน้า เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดิมถือเป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นอดีตพรรคต้นสังกัดของเอกนัฏ การหวนกลับมาครอบครองตำแหน่งสำคัญดังกล่าว จึงไม่เพียงสะท้อนการจัดสมดุลอำนาจภายในรัฐบาล แต่ยังเป็นสัญญาณถึงบทบาทใหม่ของเอกนัฏในสมการการเมืองและเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ของประเทศในเวลานี้

เอกนัฏ เข้าไปแสดงความยินดี อนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่สภาผู้แทนราษฎรเลือกให้ดำรงตำหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568
ภาพ : ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ปัจจุบันเอกนัฏ อายุ 40 ปี เป็นบุตรชายของพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ซึ่งภายหลังหย่าร้างกัน ก่อนที่ศรีสกุลจะสมรสใหม่กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
ด้านการศึกษา เอกนัฏ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจาก Charterhouse School ก่อนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) ที่ University of Oxford และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน
เอกนัฏ เติบโตมาในครอบครัวที่มีสายสัมพันธ์กับการเมืองอย่างแน่นแฟ้น ทั้งจากฝั่งบิดาและมารดา อีกทั้งยังมีเครือญาติที่มีบทบาทในแวดวงอำนาจคอยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ พี่ชายของมารดา และ สุเทพ คู่สมรสปัจจุบันของมารดา
เอกนัฏ ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองจากการทำหน้าที่เลขานุการส่วนตัวของ สุเทพ ซึ่งเป็นบิดาเลี้ยง โดยเขามีบทบาทใกล้ชิด และอยู่ในเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลายครั้ง รวมถึงช่วงความไม่สงบของกลุ่ม นปช. ในเดือนเมษายน 2552 ที่ได้ติดตามสุเทพอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือ กรณีผู้ชุมนุมบุกเข้าไปยังโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช ที่พัทยา
ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 เอกนัฏได้รับการผลักดันจากสุเทพให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. กรุงเทพมหานคร เขต 29 (ทวีวัฒนา และหนองแขมบางส่วน) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แทน วัชระ เพชรทอง ที่ขยับไปลงแบบบัญชีรายชื่อ โดยเขาสามารถคว้าชัยชนะด้วยคะแนน 37,932 คะแนน
การเลือกตั้งครั้งนั้นยังทำให้เอกนัฏกลายเป็นหนึ่งใน สส.ที่มีอายุน้อยที่สุด โดยมีอายุเพียง 25 ปี และถือเป็น สส.ชายคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เกิดหลังการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปีอีกด้วย

ภาพจำแห่ง กปปส. ‘เอกนัฏ-สุเทพ’
กับการเดินจากสนามหลวงไปสวนลุมพินี เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของ กลุ่มกปปส. เมื่อปี 2557
ภาพ: Facebook- Suthep Thaugsuban
ในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย ปี 2556-2557 เอกนัฏ ตัดสินใจลาออกจากการเป็น สส. และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับ สส. อีก 8 คน เพื่อเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในนามคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยฯ (กปปส.) ขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เอกนัฏทำหน้าที่ ‘โฆษก’ เพื่อสื่อสารและชี้แจงประเด็นต่างๆ ต่อสื่อมวลชน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สร้างภาพจำในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะด้านการสื่อสารและมีบทบาทโดดเด่นบนเวทีการเมือง

3 แกนนำผู้ก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ
ภาพ: Facebook-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง)
ภายหลังเว้นวรรคทางการเมืองในช่วงที่มีการรัฐประหาร โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เอกนัฏหวนกลับเข้าสู่สนามอีกครั้งในปี 2565 ด้วยการเข้าร่วมพรรครวมไทยสร้างชาติ และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ต่อมาช่วงปี 2567-2568 เมื่อพรรครวมไทยสร้างชาติได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคเพื่อไทย เอกนัฏได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในคณะรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะการตั้งชุดปฏิบัติการสุดซอย เพื่อปราบปรามโรงงานที่กระทำผิดกฎหมาย

แพทองธาร และ เอกนัฏ ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
กระนั้น อายุรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร อายุบริหารราชการแผ่นดินได้เพียง 1 ปีเท่านั้น ต้องพ้นออกทั้งคณะจากคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง ‘อังเคิลกับหลาน’ ก่อนจะเข้าสู่ยุครัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ความเคลื่อนไหวภายในพรรครวมไทยสร้างชาติเริ่มปรากฏรอยร้าวเป็นระยะ ก่อนจะแตกออกเป็นหลายกลุ่มก๊กเหล่า
ในจังหวะนั้น เอกนัฏ พร้อม สส. จำนวนหนึ่ง เลือกแยกทางกับ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วขยับมาอยู่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย พร้อมรับบทดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร หวังปักธงในสนามเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถคว้าที่นั่ง สส. ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม แม้ผลงานในสนามเลือกตั้งจะยังไม่เป็นรูปธรรม แต่เมื่อถึงช่วงจัดตั้งคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ชื่อของเอกนัฏกลับถูกวางตัวขึ้นนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอย่างเหนือความคาดหมาย เพื่อเข้ามาแก้ไขวิกฤตที่คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญด้วยความยากลำบาก
ด้วยเส้นทางชีวิตของ เอกนัฏ ข้างต้น สะท้อนภาพนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตบนต้นทุนเดิม ทั้งโปรไฟล์การศึกษาและบทบาทที่โดดเด่นตั้งแต่ยุค กปปส. ขณะเดียวกัน การมีครอบครัวและเครือข่ายทางการเมืองหนุนหลัง ก็เป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้เส้นทางไม่ได้เริ่มจากศูนย์เหมือนนักการเมืองทั่วไป
ในเชิงยุทธศาสตร์ เอกนัฏถือเป็นนักการเมืองที่มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวตามบริบทอำนาจได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ประชาธิปัตย์ สู่รวมไทยสร้างชาติ ก่อนขยับเข้าสู่ภูมิใจไทยในจังหวะสำคัญ สะท้อนการเลือกจังหวะและข้างทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะตัดสินอนาคตทางการเมืองของเขา ไม่ใช่เสียงวิจารณ์ หากคือผลงานในการแก้ปัญหาพลังงานที่กำลังกดดันรัฐบาล เพราะหากทำไม่ได้ ต้นทุนที่มีก็อาจไม่เพียงพอที่จะไปต่อในระยะยาว


