×

หมดยุคหุ้นเทคฯ โตยกแผง? ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมกำลังถูก AI เข้ามาแทนที่ นักลงทุนต้องรับมืออย่างไร

28.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และการลงทุน

ท่ามกลางกระแสการลงทุนใน AI ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดทุนกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบรรยากาศการลงทุนไม่ได้ส่งผลบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีแบบเหมารวม เหมือนที่ผ่านมา แต่เริ่มปรากฏการณ์เทขาย หุ้นบางกลุ่มที่เคยอิงกับกระแส AI ปรากฏการณ์นี้ กำลังบอกอะไร

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth โดยวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ จุดเริ่มต้นของการเทขายหุ้นในรอบนี้ มาจากการเปิดตัว AI Agent ที่มีความสามารถและประสิทธิภาพสูงมากแบบเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การเงิน การเขียนโค้ด (Coding) หรือการจัดการงานแบบ B2B

 

สิ่งนี้ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม (Software as a Service) กำลังตกเป็นเป้าหมายของการถูกดิสรัปต์ (Disrupt) ในอดีต บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่สามารถผูกขาดลูกค้าไว้ได้ด้วยต้นทุนการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (Switching Cost) ที่สูง

 

แต่เมื่อ AI Agent สามารถทำงานแทนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่ถูกลง จึงเกิดความกังวลว่ารายได้ของบริษัทซอฟต์แวร์อาจลดลง และอัตรากำไร (Margin) อาจถูกกดดันจากการที่ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น ส่งผลให้เราเห็นความแตกต่างของผลตอบแทน (Performance) โดยกลุ่มซอฟต์แวร์ถูกเทขายอย่างหนัก ในขณะที่กลุ่มฮาร์ดแวร์และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงยืนหยัดได้

 

ตามรอยก้อนเงินมหาศาลของ Hyper Scaler สู่ ‘ผู้ชนะ’ ตัวจริง

 

ในขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์เผชิญความท้าทาย บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการคลาวด์ (Hyper Scaler) กลับกำลังเดินหน้าเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างมหาศาลและต่อเนื่อง เพราะทุกบริษัททราบดีว่า AI คือของจริง และไม่อยากตกขบวนในเทรนด์นี้ นิสารัตน์ ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) อาจพุ่งสูงถึง 6.6 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2026 หรือคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 60%

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์และเป็นผู้ชนะ จากกระแสเม็ดเงินลงทุนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ธุรกิจต้นน้ำอย่างอุตสาหกรรมชิป (Chip) และหน่วยความจำ (Memory) ที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการประมวลผลของ AI ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตามไม่ทัน (Shortage) และดันให้ราคาของ RAM หรือ NAND ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 70-100% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 

  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure) การทำงานของ AI ต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลมหาศาล ทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นถึงเท่าตัว รวมไปถึงกลุ่มพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (Utility Grid) ที่ต้องขยายตัวเพื่อรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สหรัฐฯ คือ ‘สถาปนิก’ แต่เอเชียคือ ‘สายพานการผลิต’

 

เมื่อเจาะลึกถึงภูมิภาคที่ได้ประโยชน์ นิสารัตน์ เปรียบเทียบภาพให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาทำหน้าที่เหมือน ‘สถาปนิก’ หรือผู้คิดค้นนวัตกรรม AI แต่หากดูในส่วนของซัพพลายเชนและฐานการผลิตทั้งหมดจะกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย

 

  • ไต้หวัน เป็นผู้นำด้านธุรกิจ GPU และ Foundry โดยมีบริษัทอย่าง TSMC เป็นผู้ผลิตหลักของโลก ครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 50% และเป็นผู้ผลิตชิปเบอร์หนึ่งให้กับ Nvidia
  • เกาหลีใต้ เป็นผู้นำด้านธุรกิจหน่วยความจำ (NAND และ RAM) โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Samsung และ SK Hynix ครองส่วนแบ่งการตลาดโลกสูงถึง 50-70%
  • ญี่ปุ่น มีความโดดเด่นในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตชิป

 

แนะนำการปรับพอร์ต โฟกัส เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นิสารัตน์ แนะนำว่าในปีนี้ต้องเลือกลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Selective) อย่างชัดเจน โดยหากเลือกลงทุนแบบ Sector Fund ควรเน้นไปที่กลุ่ม Semiconductor และกลุ่ม AI Infrastructure (เช่น กองทุนที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือพลังงาน)

 

ในมิติของรายประเทศ แม้สหรัฐฯ จะยังเป็นแกนหลักของการลงทุน AI แต่ด้วยปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ที่มีโอกาสอ่อนค่า อาจทำให้เห็นกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้าสู่การลงทุนนอกสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งแนะนำ 2 ตลาดหลักที่น่าสนใจ ได้แก่

 

  • ตลาดเกาหลีใต้ แม้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) จะเติบโตเป็น Top Performer บวกมาแล้วเกือบ 50% แต่ Valuation อย่างค่า P/E ยังคงถูกและอยู่ต่ำกว่า 10 เท่า สาเหตุหลักมาจากการปรับประมาณการกำไร (Earnings Revision) ของบริษัทจดทะเบียนขึ้นกว่า 100% จากอานิสงส์ของธุรกิจหน่วยความจำ

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการที่รัฐบาลพยายามผลักดันการปฏิรูปตลาดทุน โดยมีมาตรการลดหย่อนภาษี 20% แบบจำกัดวงเงิน สำหรับนักลงทุนที่นำเงินจากต่างประเทศกลับมาลงทุนในหุ้นภายในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้

 

  • ตลาดญี่ปุ่น นอกจากโครงสร้างพื้นฐานประเทศที่ดีและการเป็นผู้นำด้านเครื่องมือผลิต AI แล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ ซานเอะ ยังได้แถลงนโยบายที่สนับสนุนธุรกิจ AI อย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็น Next Curve ที่จะสร้างการเติบโตให้ประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสเติบโตและไปต่อได้

 

นิสารัตน์ ยังกล่าวเสริมว่า นักลงทุนอาจเลือกลงทุนผ่านกองทุนหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น (Asia Ex-Japan) เพื่อให้ครอบคลุมสัดส่วนการลงทุนในไต้หวัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของ AI Supply Chain ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising