ในโลกของธุรกิจสตาร์ตอัป มักจะเห็นตัวอย่างผู้ก่อตั้งบริษัทที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็น บิล เกตส์ หรือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งต่างเริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการในวัยเพียง 19 ปี และ ในยุคที่ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด แนวโน้มดังกล่าวยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เมื่อผู้ก่อตั้งบริษัทระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ในสาย AI มีอายุเฉลี่ยลดลงอย่างชัดเจน
สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจาก Antler บริษัทเงินร่วมลงทุนระดับโลก ซึ่งวิเคราะห์บริษัทยูนิคอร์น 1,629 แห่ง และ ผู้ก่อตั้งกว่า 3,512 คน ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป AI ระดับยูนิคอร์น ลดลงจากราว 40 ปีในปี 2021 เหลือเพียง 29 ปีในปี 2024
ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มนี้สวนทางกับอุตสาหกรรม อื่น ๆ อย่างชัดเจน ในขณะที่ผู้ก่อตั้งสาย AI อายุน้อยลง แต่ผู้ก่อตั้งยูนิคอร์นในอุตสาหกรรมทั่วไปกลับมีอายุเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมในปี 2014 ที่ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นธุรกิจในวัยประมาณ 30 ปี แต่สำหรับบริษัทที่ก้าวสู่ระดับยูนิคอร์นในช่วงปี 2022–2024 อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งกลับขยับขึ้นไปมากกว่า 34 ปี
ตลอดปีที่ผ่านมา สตาร์ตอัป AI ที่มีผู้ก่อตั้งอายุน้อยหลายแห่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้ร่วมก่อตั้ง Scale AI บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลสำหรับการฝึกโมเดล AI ซึ่งมีมูลค่ากิจการราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง อเล็กซานเดอร์ หวัง มีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนมิถุนายน 2025 Meta ได้ดึงตัวอเล็กซานเดอร์ หวัง ไปร่วมงานผ่านดีลมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อให้เข้ามาเป็นผู้นำหน่วยวิจัย AI แห่งใหม่ในชื่อ TBD Labs โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทีม Generative AI เดิม ซึ่งนำโดย ยานน์ เลอคุน นักวิทยาศาสตร์ AI วัย 65 ปี ไม่สามารถผลักดันโมเดล LLaMA 4 ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
โดยการเปลี่ยนผ่านผู้นำดังกล่าว สะท้อนให้เห็นมุมมองของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่ต้องการผู้นำด้าน AI ที่มีความคล่องตัว กล้าทดลอง และ มีหัวใจของผู้ประกอบการ เพื่อเร่งความเร็วในการแข่งขันด้าน AI ของ Meta ให้ทัดเทียมคู่แข่งในตลาด
แนวโน้มเดียวกันนี้ยังปรากฏในสตาร์ตอัป AI อื่นๆ เช่น Mercor แพลตฟอร์ม AI ด้านการคัดเลือก และ จัดหาบุคลากร ซึ่งก่อตั้งโดย Brendan Foody, Adarsh Hiremath และ Surya Midha ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนมีอายุเพียง 22 ปี และบริษัทเพิ่งถูกประเมินมูลค่าสูงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะที่ AnySphere แพลตฟอร์ม AI ช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา ซึ่งมีมูลค่ากิจการมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ก็มีผู้บริหารหลักเป็นคนวัยยี่สิบต้น ๆ เช่นกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้นำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
ฟริดจอฟ แบร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Antler กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ก่อตั้งในยุค AI เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว รวมถึงการทดลองอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง กลายเป็นปัจจัยสำคัญเหนือกว่าประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน หรือการยึดติดกับตำราการขยายธุรกิจแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน
พร้อมยังชี้ว่า องค์กรขนาดใหญ่ในวันนี้ให้ความสำคัญกับศักยภาพในการทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าประวัติการทำงานยาวนานในบริษัทชั้นนำ ขณะที่ประสบการณ์การสร้างบริษัทแบบเดิม อาจกลายเป็นข้อจำกัด เพราะทำให้ผู้ก่อตั้งไม่สามารถคิดจากกระดานเปล่าได้ ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีล่าสุดโดยตรงจากการเรียนรู้และใช้งานจริง
นอกจากนี้ รายงานของ Antler ยังพบว่า สตาร์ตอัป AI ใช้เวลาน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นราว 2 ปี ในการเติบโตสู่ระดับยูนิคอร์น โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 4.7 ปี ตัวอย่างบริษัท AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2025 ได้แก่ Mistral, Lovable และ Suno AI
สอดคล้องกับรายงาน Leonis AI 100 ของบริษัทเงินร่วมลงทุน Leonis ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ระบุว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป AI มีอายุเฉลี่ย 29 ปี นับจากวันที่ก่อตั้งบริษัท โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยกลางถึงปลาย 20 ปี และมักมีพื้นฐานจากแวดวงวิชาการหรือห้องวิจัย มากกว่าการเติบโตจากองค์กรขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ฟริดจอฟ แบร์ก ทิ้งท้ายว่า แม้ผู้ก่อตั้งวัยหนุ่มสาวจะช่วยให้บริษัทเคลื่อนตัวได้รวดเร็ว แต่เมื่อธุรกิจเติบโตเต็มที่ บทบาทผู้นำอาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และการเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยก็ไม่ได้รับประกันว่า ผู้ก่อตั้งทุกคนจะยังคงเป็นผู้นำบริษัทนั้นต่อไปในอีก 5–10 ปีข้างหน้า
ภาพ: Creativa Images/shutterstock
อ้างอิง:


