×

อภิสิทธิ์มองนโยบายรัฐบาลขาดหัวใจที่คำนึงถึงประชาชน วิธีบริหารที่ผ่านมาทำให้ไม่เชื่อว่าจะสำเร็จได้

โดย THE STANDARD TEAM
09.04.2026
  • LOADING...
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา

การอภิปรายของแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านในวาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกในนามพรรค

 

เขาเริ่มต้นโดยกล่าวว่า ปกติแล้วเรามี 3 เรื่องใหญ่ที่คาดหวังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาล คือ เป็นความคาดหวังของประชาชนที่สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ว่านโยบายที่หาเสียงจะเป็นนโยบายของรัฐบาล ปรากฏอยู่ในคำแถลงของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีในการสร้างความหวัง ฉายภาพทิศทางของประเทศ และเป็นเอกสารที่รัฐสภาจะใช้ในการตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

 

อภิสิทธิ์ชี้ว่า ในส่วนของการสร้างความหวังไม่ได้เกิดขึ้น บางนโยบายในการหาเสียงหายไป หรือไม่สามารถผูกมัดตนเองได้เท่ากับในการหาเสียง และมีการพูดถึงนโยบายที่ไม่ปรากฏในคำแถลง

 

เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ไม่ยอมส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ใช้หาเสียง วันนี้ไม่ยอมมาแถลงกับสภาฯ แต่ไปพูดที่กระทรวง เพราะเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อระบบนิเวศ บางกลุ่มที่ไม่รู้จะถูกลืมหรือเปล่า เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

 

ขณะที่ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เขียนถึงเพียงสั้นๆ ทั้งที่ความจริงสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่สมาชิกของเราในห้องนี้ถูกเพิ่งลอบยิง และมีคำถามว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่

 

“นโยบายที่ท่านเขียน ผมใช้คำว่า เขียนอีก ก็ถูกอีก เพราะเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้ง แต่ไม่มีเรื่องรูปธรรม ไม่มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดที่เราจะใช้ในการตรวจสอบ” อภิสิทธิ์กล่าว

 

กรีดรัฐบาลทำนโยบายแบบ “หัวใจไม่อยู่กับประชาชน”

 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่เขียนไว้ในนโยบายได้ เพราะดูจากวิธีบริหารของ ครม. ที่ผ่านมา และยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ และอีกเหตุผลคือ เป็นนโยบายที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่มีความรู้สึก จิตใจ และหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นปัจจัยให้นโยบายสำเร็จ

 

อภิสิทธิ์กล่าวถึงนโยบายบางอย่างที่รัฐบาล “กล้าเขียน” อย่างการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้น หรือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อการใช้ของประเทศ ไม่มีใครในประเทศจะบอกว่ารัฐบาลสร้างปัญหานี้ขึ้นมา แต่สิ่งที่เขาตำหนิเกิดจากการบริหารราชการที่ผิดพลาด การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระ และความไม่ชอบมาพากล การแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ

 

อภิสิทธิ์ยกตัวอย่างกองทุนน้ำมันเพื่อใช้ซื้อเวลาเผื่อราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนอื่นจะได้ไม่เพิ่มขึ้น และซื้อเวลาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยผู้ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4 หมื่นล้านจากประชาชน โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ และในที่สุดก็ปล่อยให้ราคาทุกอย่างสูงขึ้นไปแล้ว ไม่ทราบว่าสายไปหรือเปล่าที่จะแก้ปัญหา ท่านพูดได้อย่างไรว่า ประสบความสำเร็จในการบริหารความขาดแคลน

 

“นอกเหนือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้แล้ว ที่ผมใช้คำว่า หัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน ขนาดคนไปทำงานกับท่านสัปดาห์เดียวออกมาต่อว่าฝ่ายค้านว่า พูดเรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องเชย ผมจะเชยต่อไปครับ และผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเชยกับผม เพราะยุคนี้ไม่คาดหวังจะเก๋ไก๋หรูหราอีกต่อไปแล้วครับ” อภิสิทธิ์กล่าว

 

หวังนายกฯ นำจิตวิญญาณแบบ ‘เชลล์ชวนชิม’ มาใส่ในนโยบายบ้าง

 

อภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า นอกจากจะไม่ให้รัฐบาลและภาคธุรกิจรับภาระเท่าที่ควร ยังต้องไปไล่ตามจับไอ้โม่ง คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่สวยหรู ไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่าวันที่ท่านพูดว่า มีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการ

 

เช่นเดียวกับเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ อภิสิทธิ์ระบุว่า เมื่อตนเองยื่นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการตามหลังต่างประเทศเสมอ คนอดสงสัยไม่ได้ว่ามีบุคคลในแวดวงอำนาจของรัฐบาลอยู่ในกระบวนการนี้ ซึ่งต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นผู้ดำเนินการสอบเรื่อง MOU และสแกนม่านตา แต่วันนี้ผู้เกี่ยวข้องมีภาพความสัมพันธ์กับนักฟอกเงินระดับโลก ก็ยังนั่งอยู่ด้านบนได้ จะให้เชื่อได้อย่างไร

 

อภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แม้ท่านไม่ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แทนของธุรกิจโรงกลั่น ชี้แจงแต่ละครั้งก็มองแต่ในมุมของธุรกิจ

 

ทั้งนี้ อภิสิทธิ์กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตร สิ่งที่หล่นหายไปคือการสร้างหลักประกันให้ผู้ที่จะต้องสูญเสียจากความเปลี่ยนแปลง และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของตลาดและวิกฤตที่จะเกิดขึ้น ตนเองไม่ก้าวล่วงว่าพรรคไหนจิตวิญญาณหายหรือไม่หาย แต่นโยบายหายจริงๆ ประกันรายได้หรือประกันกำไรเกษตรกรตามนโยบายของพรรคท่าน หายไปไหน ค่าแรงขั้นต่ำเองก็ไม่มีในกระทรวงแรงงาน คำว่าสวัสดิการหายากมากในนโยบายนี้

 

“การขาดจิตใจที่คำนึงถึงผลกระทบและความรู้สึกของประชาชน ทำให้นโยบายนี้ไม่ได้สร้างความหวังและทิศทางให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมอยากให้จิตวิญญาณของท่านนายกฯ เวลาท่านไปทำคอนเทนท์สไตล์เชลล์ชวนชิม มาอยู่ในนโยบายฉบับนี้บ้าง” อภิสิทธิ์กล่าว

 

หากรัฐบาลแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว จะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณ

 

อภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า เรื่องที่ตนเองไม่มั่นใจในความสำเร็จของนโยบายคือสิ่งที่เขียนไว้ในหน้าแรก คือไม่มั่นใจว่าการบริหารด้วยหลักนิติธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นจริง ตนเองจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะ ขอให้ช่วยตามไปดูด้วย รวมถึงที่เขียนว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหาย ทั้ง ตึก สตง., พระราม 2 และจังหวัดนครราชสีมา แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ที่มีปัญหาเยอะแยะด้วย ตนเองจะจับตาดูว่าทำจริงหรือไม่

 

“ผมยังแปลกใจว่า ก่อนหน้าจะได้รายชื่อ ครม. ชุดปัจจุบัน มีการพูดถึงบุคคลท่านหนึ่งทำนองว่า เขาไม่ผ่านคุณสมบัติ ที่จริงสถานะเขาคือถูกกล่าวโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน บนนั้นหลายคนครับ รวมทั้งท่านนายกฯ ด้วย นั่งบนนั้นไม่ได้” อภิสิทธิ์กล่าวพร้อมผายมือไปยังที่นั่งของ ครม. ในห้องประชุม

 

อภิสิทธิ์ระบุอีกว่า ก่อนหน้าการแถลงนโยบาย ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือการถวายสัตย์ วันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์จะต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาธิปไตยต้องงอกงามไพบูลย์อยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น

 

“รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหาร ต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือ ถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงและจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” อภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising