อุตสาหกรรมความงามของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามจะสูงถึงราว 75,200 ล้านบาท ท่ามกลางการขยายตัวที่รวดเร็วนี้ การทำความเข้าใจทิศทางที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ
แพทย์หญิง สุรางคณา วีระนาวิน หรือ ‘หมออุ้ม’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ The Medice Clinic และสถาบันเวชศาสตร์โรคผิวหนังและความงามนานาชาติ (ADMI) ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนว่า ตลาดไทยไม่ได้เติบโตเพียงแค่ในเชิงปริมาณ แต่กำลังเปลี่ยนผ่านในเชิงคุณภาพ
ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดใหญ่ มาสู่กลุ่มหัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัด หรือกลุ่ม Aesthetic มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสัดส่วนความนิยมอยู่ที่ประมาณ 26% และมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี
สาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำหัตถการได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มาจากความต้องการความสวยงามที่ดูเป็นธรรมชาติ ใช้ระยะเวลาพักฟื้นสั้น และตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เร่งรีบ โดยเฉพาะการปรับรูปหน้าด้วยสารเติมเต็ม การใช้เลเซอร์ และกลุ่มงานผิวต่างๆ ที่ช่วยย้อนวัยได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวมาก
เทรนด์ความงามที่กำลังเป็นกระแสหลักในขณะนี้คือ ‘T-Beauty’ ซึ่งเปรียบเสมือนการผสมผสานเทคนิคชั้นนำจากหลายสัญชาติ ทั้งความเป๊ะแบบจีนและความละมุนแบบเกาหลี นำมาปรับให้เข้ากับโครงสร้างใบหน้าของคนไทยที่มีความคมชัดแต่ยังต้องการความละมุนที่พอดี
นอกจากเรื่องใบหน้าแล้ว เทรนด์ของรูปร่าง หรือ Body Line ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเน้นไปที่แนวคิดแบบ ‘Healthy Harmonized Body’ ซึ่งไม่ใช่แค่การลดไขมันส่วนเกินออกไปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสรีระที่ดูแข็งแรง มีลายกล้ามเนื้อที่ชัดเจนและสมส่วนเหมือนคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ในแง่ของกลุ่มผู้ใช้บริการ พบว่าช่วงอายุเฉลี่ยลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันเด็กวัยรุ่นอายุ 15-16 ปี เริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาปัญหาผิวพรรณมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ปกครองที่มีความเข้าใจในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกต้องและปลอดภัยมากกว่าในอดีต
ขณะที่กลุ่มคนวัยทำงานช่วงอายุ 20-30 ปี ยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักที่ให้ความสำคัญกับการปรับรูปหน้า ส่วนกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างวัย 40 ปีขึ้นไป จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มงาน ‘Anti-aging’ และการยกกระชับเพื่อคงความอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มียอดค่าใช้จ่ายต่อหัวค่อนข้างสูง
ตลาดความงามไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของ ‘Medical Tourist’ โดยนักท่องเที่ยวจากจีนและสิงคโปร์นิยมเดินทางมาใช้บริการเฉลี่ยเดือนละครั้ง ในขณะที่กลุ่มจากยุโรปหรืออเมริกาจะมาปีละ 1-2 ครั้ง แต่แลกมาด้วยมูลค่าการรักษาต่อครั้งที่สูงถึงหลักแสนบาท
เมื่อความต้องการมหาศาลเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่จะเห็นคลินิกความงามเปิดใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สมรภูมินี้กลับเป็น ‘Red Ocean’ ที่ดุเดือดเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด การแข่งขันที่รุนแรงทำให้เกิดการจัดโปรโมชั่นลดราคาจนเข้าขั้นสงครามราคา
แต่ในมุมของผู้บริโภคยุคใหม่ ราคาที่ถูกเกินจริงกลับสร้างความหวาดระแวงมากกว่าความดึงดูดใจ ข้อมูลระบุว่าในบรรดาคลินิกเปิดใหม่ 100 แห่ง จะมีเพียงไม่เกิน 10% เท่านั้นที่สามารถดำเนินธุรกิจให้ผ่านพ้นปีที่ 2 ไปได้ เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนการบริหารจัดการและมาตรฐานยาที่สูง
ความท้าทายที่สำคัญของคลินิกเปิดใหม่คือการสร้างความเชื่อมั่น เพราะคนไข้ยุคนี้มีความรู้และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว จึงไม่ได้เลือกคลินิกเพียงเพราะอยู่ใกล้บ้านหรือราคาถูก แต่เลือกจากองค์ความรู้และการทำ ‘Personal Branding’ ของแพทย์เป็นหลัก
พญ. สุรางคณา ระบุถึงแนวทางการบริหารจัดการท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบันไว้ว่า “กุญแจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการขายคอร์ส เป็นการให้คำปรึกษาที่ตรงไปตรงมา พนักงานต้องมองลูกค้าเป็นคนไข้ที่ต้องได้รับการดูแลตามหลักวิชาชีพ เพื่อสร้างความไว้วางใจในระยะยาว”
หัวใจของธุรกิจความงามจึงไม่ใช่แค่การทำการตลาดที่หวือหวา แต่คือการรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความจริงใจต่อผู้รับบริการ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมากในปัจจุบัน
แม้การเติบโตอุตสาหกรรมความงามของประเทศไทยจะมีแนวโน้มที่น่าจับตา แต่ยังมีจุดที่ต้องเร่งพัฒนาคือการขาดแคลนบุคลากรแพทย์ที่มีทักษะเฉพาะทางอย่างเพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานการรักษาในภาพรวมได้
สำหรับสถาบันฝึกอบรมอย่าง ADMI จึงมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือด้านวิชาการกับองค์กรจากต่างประเทศอย่าง ABAMCS จากสหรัฐอเมริกา และ KCCS จากเกาหลีใต้ เพื่อเสริมสร้างทักษะบุคลากรทางการแพทย์ให้ครอบคลุมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศความงามในประเทศไทย
ภาพ: SimpleBen.CNX / Shutterstock


